
ธุรกิจทำลายสมอง
ไม่น่าเชื่อว่า บ้านเมืองเราจะมีธุรกิจทำลายสมอง เปิดกันได้อย่างเสรี และทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ไม่น่าเชื่อว่า บ้านเมืองเราจะมีธุรกิจทำลายสมอง เปิดกันได้อย่างเสรี และทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
นั่นคือธุรกิจร้านเกม
ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าร้านเกมจำนวนมาก ลูกค้าสำคัญคือเด็กนักเรียน ที่เสียเงินเล่นเป็นรายชั่วโมง ซ้ำร้ายร้านเกมจำนวนมากเปิด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่ให้เปิดเสรีเช่นนี้
ยิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ร้านเกมบางแห่ง เปิดโดยครู และให้นักเรียนเข้ามาเล่น โดยมีห้องลับแยกต่างหากให้นักเรียนหลบสายตาของผู้ปกครอง แอบหนีเรียนมาเล่นเกมอย่างมิดชิด
ธุรกิจเกมสร้างปัญหามากมาย โดยเฉพาะกับเด็ก
จากตัวเลขที่มีการสำรวจในปี 2556 เด็กไทยติดเกมมากถึง 2.5-2.7 ล้านราย และมีอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การเล่มเกมของเด็กมีทั้งเล่นที่บ้าน เล่นที่ร้านเกม และผ่านสารพัดช่องทางของเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่
หลายประเทศในโลก มีมาตรการควบคุมการเล่นเกม โดยออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพราะเล็งเห็นถึงผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชน
สำหรับเมืองไทยคงเลิกหวัง เพราะกฎหมายก็ชรา ผู้บังคับใช้กฎหมายก็หย่อนยาน
อย่างร้านเกมที่เปิดกันตลอดวันตลอดคืน กฎหมายที่ควบคุมเป็นเพียงกฎกระทรวงเพื่อการขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551
กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อควบคุมร้านเช่าวิดีโอ ดีวีดีพวกนั้น หัวใจหลักไม่ได้มีเนื้อหาครอบคลุมร้านเกมที่กำเนิดขึ้นในภายหลัง
ถ้าใครมีช่องทางอยากเปิดร้านเกมเพียงแต่ไปจดทะเบียนพาณิชย์เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท แล้วไปขอใบอนุญาตเสียภาษีจ่ายไปอีก 500 บาท สุดท้ายคือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ก็เป็นอันเสร็จพิธี
ทั้งหมดกลายเป็นกลไกตลาด กลไกของทุนเข้าทำงาน แต่ส่งผลข้างเคียงต่อเด็ก เยาวชนอย่างมากมาย
เด็กติดเกมจะเสียทั้งสุขภาพจิต สุขภาพกาย เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม จึงไม่แปลกที่หลายประเทศที่เอาจริงเอาจังในการแก้ไข กระทำครบวงจรตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน รวมถึงการควบคุมการเล่นเกมผ่านระบบออนไลน์ หรือร้านเกม
บ้านเมืองเราพูดเรื่องดังกล่าวมานาน แต่ก็เหมือนเดิมคือไม่เกิดอะไรขึ้น
คุณสมชายช่วยที ขอเรื่องนี้อีกเรื่อง
ช่วยลูกหลาน ช่วยอนาคตของชาติด้วยเถอะ







