
ตัวชี้ขาด
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยังคงได้รับคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยังคงได้รับคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ผลสำรวจของโพลหลายสำนักแสดงถึงความนิยมที่ยังคงมีอยู่ อาทิ ดุสิตโพลระบุว่ากลุ่มตัวอย่างให้คะแนน คสช. อยู่ที่ระดับ 88.7%
แต่ทว่าคะแนนนิยมดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จอย่างแท้จริง
เพราะสิ่งที่จะชี้ขาดก็คือการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลชั่วคราว แต่มีภาระสำคัญในช่วงต่อไป
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญหนีไม่พ้นการบริหารนโยบายการคลัง และตัวผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่นั่นเอง
ปกตินโยบายการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว ทว่ายังมีปัญหาที่รออยู่อย่างมากมาย
ที่ปรากฏชัดเจนก็คือเสถียรภาพทางการคลัง อันเป็นผลจากการเก็บภาษีพลาดเป้าหมาย
ในปีงบประมาณ 2557 มีการวางเป้าหมายการจัดเก็บภาษีไว้ที่ 2.27 ล้านล้านบาท แต่จากการประเมินเป็นการภายใน การเก็บภาษีจะพลาดเป้าหมายไปประมาณ 1 แสนล้านบาท
ทุกกรมภาษีไล่ตั้งแต่กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ต่างเก็บภาษีพลาดเป้าทั้งหมด
การเก็บภาษีพลาดเป้าจะทำให้เกิดปัญหางบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่วางเอาไว้
หรือพูดง่ายๆ ว่า ฐานะการคลังกำลังกระเป๋าฉีกไม่หยุด
ทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายไปจนถึงปี 2560
สาเหตุเพราะมีการตั้งเป้าจะจัดทำงบประมาณสมดุลภายในปี 2560 จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณลงมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้น
รัฐบาลใหม่ยังมีภาระในการสะสางมรดกประชานิยมผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวอีกราวๆ 5 แสนล้านบาท
นี่แหละคือปัญหาการคลังที่รอการเข้ามาบริหารจัดการ
และที่สำคัญยังมีความคาดหวังอื่นๆ ในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับนโยบายการคลังด้วย
อาทิ นโยบายลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้ โดยผ่านกลไกภาษีต่างๆ
หรือกระทั่งการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ต้องได้รับการกระตุ้นและสนับสนุนโดยนโยบายการคลังเช่นกัน
เหล่านี้คือสิ่งที่รอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่
เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยกึ๋นและโชคเป็นตัวช่วยเอามากๆ







