
วิธีเอาชนะคำสาปแช่งของคนรุ่นที่ 3
มีธุรกิจของครอบครัว หรือธุรกิจที่บริหารโดยครอบครัว จำนวนไม่มากนัก ที่จะอยู่รอดพ้นคนรุ่นที่ 3
โดย....ธีระ ภู่ตระกูล CFP®นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
สำหรับธุรกิจครอบครัว การเปลี่ยนแปลงจะเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุด มีธุรกิจของครอบครัว หรือธุรกิจที่บริหารโดยครอบครัว จำนวนไม่มากนัก ที่จะอยู่รอดพ้นคนรุ่นที่ 3 นี่เป็นคำสาปแช่งของธุรกิจที่เริ่มต้นจากความยากจน จนกลายเป็นธุรกิจที่รุ่งเรืองมาก และตามมาด้วยการต้องปิดหรือยกเลิกธุรกิจในเวลาต่อมา ในความคิดเกี่ยวกับคน 3 รุ่น ธุรกิจเหล่านี้มักจะเริ่มจากผู้นำครอบครัวที่เริ่มต้นทำธุรกิจดังกล่าวเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ในรุ่นที่ 2 จะเป็นรุ่นที่ได้รับมรดกตกทอด และยังสามารถขยายธุรกิจดังกล่าวให้เติบโตต่อไป ต่อมาก็จะเป็นคนรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นที่จะมาทำลายธุรกิจดังกล่าว
อาการ ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว หรือ Affluenza เป็นแนวคิดที่มีเหตุผลพอสมควร ผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดลงมา มักจะไม่ทราบถึงความเหน็ดเหนื่อยที่บรรพบุรุษได้ลงแรง ลงทุนในการก่อตั้งธุรกิจดังกล่าว หรือบุคคลเหล่านั้นซึ่งได้รับมรดกตกทอดเป็นจำนวนมหาศาล มักจะไม่มีความอดทน หรืออดกลั้นในการใช้เงินดังกล่าว และมักจะไม่เข้าใจถึงคุณค่าและมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าว ในหลายประเทศทั่วโลก ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา มักจะเห็นได้ว่า ผู้ได้รับมรดกตกทอดจะสูญเสียมรดกดังกล่าวภายในไม่กี่ชั่วอายุคน สถิติที่ถูกเก็บมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง กล่าวคือ เพียงร้อยละ 30 ของธุรกิจครอบครัว จะมีอายุยืนยาวถึงรุ่นที่ 2 และมีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่จะยังสามารถทำกำไรได้ในคนรุ่นที่ 3
ถึงแม้ว่าเงินทอง/ทรัพย์สินต่างๆ อาจยังไม่หายไปหมด แต่ส่วนมาก วิสัยทัศน์ต่างๆ ก็จะหายไปก่อนนานแล้ว เมื่อผู้ก่อตั้งหรือผู้บุกเบิกธุรกิจครอบครัวไม่สามารถที่จะฝึกผู้สืบมรดกให้เข้าใจถึงปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจดังกล่าวเจริญเติบโตขึ้นมาได้ ก็จะทำให้คนเหล่านั้นสูญเสียความน่าเชื่อถือไปในเวลาเดียวกัน ผู้สืบทอดมรดกมักจะแย่งชิงทรัพย์สมบัติระหว่างกัน พร้อมทั้งแย่งชิงอำนาจในการเป็นผู้นำที่ว่างลง เป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจหลายแห่งจะสลายตัวในช่วงเวลาสั้นๆ ภายหลังการเสียชีวิตของผู้ก่อตั้งธุรกิจดังกล่าว การสร้างความมั่งคั่ง จะต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ และความระมัดระวัง และเมื่อคุณรวยแล้ว คุณจะต้องมีไหวพริบอีกกว่า 10 เท่าเพื่อจะรักษาทรัพย์อันดังกล่าวไว้ และสิ่งที่ยากที่สุดคือการมอบทรัพย์ดังกล่าวอย่างระมัดระวังและรอบคอบให้รุ่นต่อไป
การที่มีพินัยกรรม หรือแผนการเงิน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่น่าเสียดายที่รายละเอียดของพินัยกรรม (อาทิ ใครจะได้ทรัพย์ส่วนใด เมื่อไร) มักจะไม่สามารถจะดึงดูดและกระตุ้นผู้รับมรดกได้ ถึงแม้ว่าแผนการสืบต่ออำนาจการบริหารอาจดูเหมือนไม่มีที่ตำหนิ แผนดังกล่าวมักจะไม่ค่อยถูกนำมาใช้ เนื่องจากผู้รับมรดกส่วนมากมักจะเลือกที่จะเล่นและหาความสุข อาทิ การเป็นเชฟดารา ศิลปิน หรือเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล มากกว่าทำงาน เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจที่จะทำเพื่อขยายกิจการ ออม และถ่ายโอนทรัพย์ดังกล่าว
ถึงแม้มีโอกาสที่เป็นไปได้ยาก แต่จะทำอย่างไรให้สามารถแก้คำสาปแช่งคนรุ่นที่ 3 ได้ การแยกความเป็นเจ้าของออกจากความสามารถในการบริหารมักจะเป็นปัจจัยที่จำเป็นที่สุด แต่มักจะไม่เกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัว โบราณเคยพูดไว้ว่า เลือดมักจะข้นกว่าน้ำ ซึ่งหมายความว่า หลักธรรมาภิบาลมักจะถูกบังโดยหลักการของการช่วยเหลือพรรคพวกเดียวกัน หรือพี่น้องกัน ในธุรกิจครอบครัว การที่นำผู้บริหารมืออาชีพเข้ามา ก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในเรื่องของค่าตอบแทน เงินโบนัสจากผลการทำงาน และสิทธิในการถือหุ้นของธุรกิจดังกล่าว เป็นต้น เพราะฉนั้น ผู้ก่อตั้งธุรกิจจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเลือดเนื้อของตัวเอง กับกลประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำนักบริหารมืออาชีพเข้ามาในธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ นักบริหารที่ได้รับการยอมรับ มักจะเลือกที่จะไม่เข้ามาบริหารในธุรกิจครอบครัว ที่เขาจะต้องรายงานต่อ หรือขึ้นกับลูกหลานของเจ้าของบริษัท ซึ่งมักจะมีประสบการณ์และความสามารถที่น้อยกว่านักบริหารดังกล่าว
การจัดแถวสมาชิกครอบครัวในธุรกิจดังกล่าวก็เป็นเรื่องยากอีกเรื่องหนึ่ง แตกต่างจากการบริหารธุรกิจใหญ่ๆ การบริหารธุรกิจครอบครัวมักจะไม่ได้รับการอบรม ในเรื่องของความรับผิดชอบและสิทธิต่างๆ การปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว ทำให้แต่ละคนต้องยอมรับและอ่อนโยนต่อกันและกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้โดยการจัดตั้งสภาครอบครัว ซึ่งคล้ายกับการที่โรงเรียนมีสมาคมผู้ปกครอง สภาครอบครัวจะเป็นสถานที่ที่สมาชิกในครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมเพื่อจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน หรือสามารถที่จะร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ การนำคนนอกที่ทุกคนยอมรับ เข้ามานั่งเป็นประธานในสภาครอบครัว พร้อมทั้งจัดทำเป้าหมายและวิสัยทัศน์ การกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม และการจัดทำระเบียบการปฏิบัติในครอบครัว จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุด
ประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ที่จะยกขึ้นมาหารือคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจดังกล่าว การที่นำธุรกิจดังกล่าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สมาชิกครอบครัวจะถูกบังคับให้ปรับปรุงตัวเอง ต้องมีการนำกรรมการอิสระเข้ามาร่วมบริหาร และจะต้องมีผู้ที่จะต้องรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย นอกจากนี้ ระเบียบภาษีของไทย สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นระเบียบภาษีที่ใจกว้างมากที่สุดในโลก ประเทศไทยไม่มีภาษีกำไร (Capital Gain Tax) และมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปัญผล เพียงร้อยละ 10 เพราะฉนั้น เมื่อไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ และเมื่อกลุ่มสมาชิกครอบครัวที่ร่วมก่อตั้งบริษัท ถูกผลักดันออกจากบริษัท และมีความจำเป็นต้องขายหุ้นส่วนของพวกเขา สิ่งที่ดีที่สุดคือหาทางลงโดยไม่ต้องเสียภาษี
ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]







