posttoday
คิดใหม่เกี่ยวกับกฎ 70% และ 4% ในการจัดทำแผนการเกษียณ

คิดใหม่เกี่ยวกับกฎ 70% และ 4% ในการจัดทำแผนการเกษียณ

24 มีนาคม 2557

ถ้าให้เดา คนส่วนมากคงไม่รู้จักกฎ 70% และ 4%

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ถ้าให้ผมเดา คนส่วนมากคงไม่รู้จักกฎ 70% และ 4% แต่สำหรับคนในวงการนักวางแผนการเงิน กฎดังกล่าวถือเป็นมาตรฐานทองคำที่จะใช้ในการตอบสองคำถามที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการวางแผนการเกษียณ กล่าวคือ คนเราควรจะมีเงินเท่าไรเพื่อการเกษียณ และจะทำอย่างไรให้เงินมีเพียงพอสำหรับใช้ในวัยเกษียณ คำอธิบายสั้นๆ คือ คนส่วนมากจะต้องการประมาณร้อยละ 70 ของเงินเดือนสุดท้าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงที่พวกเขาเกษียณแล้ว และกฎ 4% หมายความว่า หากคุณเบิกเงินที่คุณออมไว้สำหรับช่วงการเกษียณ ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ภายหลังจากที่ได้ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ คุณน่าจะสามารถใช้เงินที่ออมไว้ดังกล่าวได้เป็นเวลา 30 ปี

โดยรวมกฎทั้งสองเป็นทฤษฎีที่ดี แต่ยากที่จะสามารถปรับให้ใช้ได้กับทุกคน กล่าวคือ หากเรามีคนที่กำลังจะเกษียณอยู่สองคน คนแรก เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ลูกโตหมดแล้ว พร้อมทั้งไม่มีภาระการผ่อนชำระหนี้ ใช้ชีวิตแบบง่ายๆในด้านของการท่องเที่ยวและการบันเทิง ส่วนอีกคน ยังมีภาระต้องชำระหนี้บ้านอีกเยอะ มีหนี้ส่วนตัว และใช้ชีวิตอย่างหรู่หรา กล่าวคือ ชอบเที่ยวต่างประเทศบ่อยครั้ง คนแรก น่าจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายโดยใช้เงินเพียงร้อยละ 50 ของเงินเดือนล่าสุดของเขา ส่วนคนหลัง อาจมีความต้องการที่ต้องมีเงินใช้ถึงร้อยละร้อยของเงินเดือนล่าสุด

คุณคงเห็นแล้วว่า วิถีชีวิตและภาระหนี้สินของแต่ละคนจะแตกต่างกันมาก แต่สำหรับคนทั่วไป เราอาจมองได้ว่า วิถีชีวิตและค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบเดียวกัน กล่าวคือ ในช่วงแรกของการเกษียณ คนส่วนมากจะใช้โอกาสที่พวกเขายังมีสุขภาพแข็งแรง ในการทำอะไรตามที่เขาเคยฝันไว้ ซึ่งส่วนมาก จะเป็นการไปท่องเที่ยวทั่วโลก และเมื่อพวกเขามีอายุเพิ่มมากขึ้น ความคล่องแคล่วก็จะลดน้อยลงเช่นกัน พวกเขาจะอยู่ใกล้บ้านขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่ลดน้อยลง ช่วงปลายชีวิต ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาต้องมีรายจ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

เพราะฉนั้น นอกจากจะยึดหลักของกฎ 70% คนที่ใกล้เกษียณควรจะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในช่วงปลายชีวิตด้วย คุณควรจะประมาณการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าท่องเที่ยว ค่าดูแลสุขภาพในระยะยาว เป็นต้น หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวออกจากเงินที่คุณจะได้รับ อาทิ จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนประกันสังคม ความแตกต่างระหว่างค่าใช้จ่ายโดยประมาณและเงินที่คุณจะได้รับจากกองทุนเกษียณอายุต่างๆเป็นจำนวนเงินที่คุณต้องออม คุณต้องคำนึงไว้ด้วยว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพจะเป็นตัวแปลสำคัญในการวางแผนการเกษียณ ด้วยเหตุผลดังกล่าว คุณควรจะมีประกันสุขภาพตั้งแต่ก่อนคุณอายุ 60 ปี

สำหรับกฎ 4% ซึ่งได้รับการค้นคิดขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยใช้การวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและประวัติของผลตอบแทนในตลาดหุ้น กฎนี้ได้ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เกี่ยวกับระยะเวลาที่จะใช้เงินที่ออมไว้ สูตรการคำนวนที่ถูกค้นคิดโดยนักวางแผนการเงินคือ หากคุณถอนจากบัญชีเงินออมของคุณ ในอัตราร้อยละ 4 โดยปรับสำหรับเงินเฟ้อ เงินที่คุณออมไว้น่าจะมีพอใช้ถึง 30 ปี

เป็นที่น่าเสียใจที่คนส่วนมากจะไม่ออมให้เพียงพอสำหรับใช้ในวัยเกษียณ แย่ไปกว่านั้น คนไทยส่วนมากเป็นนักลงทุนทไม่เข้าใจและไม่ชอบเกี่ยวกับความเสี่ยง เพราะฉนั้น คนไทยส่วนมากมักจะเริ่มชีวิตการเกษียณพร้อมกับพอร์ทการลงทุนที่ให้น้ำหนักกับหลักทรัพย์ตราสารหนี้มากเกินไป และในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมากเช่นในขณะนี้พอร์ทการลงทุนดังกล่าว จะไม่มีผลตอบแทนพอที่จะให้คุณสามารถนำเงินออกมาใช้ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ผลคือ ผู้ที่  ใกล้จะเกษียณจะต้องปรับพอร์ทการลงทุนเพื่อที่จะสามารถดำเนินการตามกฎ 4% ได้ ซึ่งหมายความว่าพอร์ทการลงทุนของพวกเขาจะต้องจะต้องมีสัดส่วนของตราสารทุนเพิ่มมากขึ้น

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน