หยุดผูกขาด

วันที่ 13 มี.ค. 2557 เวลา 09:05 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

มติศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นการปิดฉากมหกรรมสร้างหนี้ ด้วยการกู้เงินก้อนใหญ่สุดของประเทศอย่างถาวร

ในอีกแง่นั้นยังเป็นการปิดฉากช่องโหว่แห่งการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

สภาพการเมืองที่ผ่านมา เกิดความพยายามผูกขาดอำนาจทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

การผูกขาดอำนาจทางการเมือง กระทำโดยการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก (สว.) เพื่อให้ สว.มาจากการเลือกตั้งคล้ายกับ สส.

ผลที่จะตามมาก็คือ การเมืองจะเข้าไปผูกขาดอำนาจในวุฒิสภา กลายเป็นการผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จทั้ง สว. และทั้ง สส.

จากนั้นเมื่อผูกขาดอำนาจวุฒิสภาได้แล้ว ก็จะคืบขยายไปผูกขาดอำนาจในองค์กรอิสระ เนื่องจากวุฒิสภาจะเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระเหล่านั้น

กลไกคาดดุลอำนาจทางการเมืองจะหมดสิ้น อำนาจการเมืองจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผ่านกลไกของรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง

ในแง่การผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ กระทำผ่านร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ฉากหน้าคือการขายฝันสารพัดโครงการ แต่เนื้อแท้ก็คือการคุมเงินงบประมาณก้อนมหึมาเอาไว้

เงินดังกล่าวจะมีการแบ่งปันจัดสรรด้วยสารพัดวิธีให้กับกลุ่มแวดล้อม ภายใต้การประมูลจัดฉากบังหน้า แต่แท้ที่จริงก็คือการพยักหน้า ชี้นิ้วสั่ง

ใครไม่ใช่พวก ก็ยากที่จะได้รับเศษเนื้อ

ทั้งหมดจะทำให้กลุ่มธุรกิจน้อยใหญ่ยอมสยบ ก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นตัวทวีคูณ

แต่ทว่าความพยายามผูกขาดอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้งการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นการแสวงหาอำนาจโดยมิชอบ ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นการปิดฉากกระบวนการแปรสภาพประเทศให้เป็นสัมปทาน เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ อาศัยกลไกการเลือกตั้งที่มีนโยบายประชานิยมล่อหลอก ใช้คะแนนเสียงประชาชนเป็นทุน เข้าสู่อำนาจทางการเมือง

การคานดุลอำนาจโดยองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและแสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถจะหยุดยั้งการผูกขาดอำนาจ หยุดการแปรประเทศให้กลายเป็นสัมปทาน

ส่วนที่เหลือก็ต้องแล้วแต่คนไทยทั้งประเทศ

จะทำให้บ้านเมืองพ้นจากสภาพตีบตันด้วยวิธีใด