เหลือหมากตาสุดท้าย

  • วันที่ 23 ม.ค. 2557 เวลา 08:53 น.

โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

หลังจากที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มวลมหาประชาชน เห็นทีจะต้องเตรียมเก็บเวทีกลับบ้านได้ในเวลาไม่นานนัก

แต่ไม่ใช่การกลับเพราะพ่ายแพ้ ทว่าเป็นการกลับบ้านเนื่องจากรัฐบาลไปไม่รอดแล้วต่างหาก

รัฐบาลในยามนี้หมดสภาพใกล้ถึงขั้นไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี

การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ต่างจากความพยายามดิ้นรนด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย

แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งทำให้สถานะรัฐบาลย่ำแย่ลง

ประเด็นสำคัญ ก็คือทหารไม่เอาด้วย

ผู้นำ 3 เหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ต่างไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล

ยิ่งเฉพาะคำพูดของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) ยิ่งสะท้อนท่าทีทหารอย่างชัดเจน

พล.ร.ต.วินัย กล่าวว่า การออกคำสั่งตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการทำตามหน้าที่ แต่ทหารจะทำหรือไม่ทำ เป็นเรื่องที่มีวิจารณญาณรู้อยู่

“ถ้ามาสั่งในเรื่องเลวๆ ทำในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่ทำ ตรงนี้คือจุดยืนของผมเพราะผมเป็นทหารของชาติ เป็นทหารขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นทหารของประชาชน”

นี่แหละ ชัดเจนสะเทือนไปถึงทุกอณูเนื้อ

ขณะเดียวกัน พล.ร.ต.วินัย ยังย้ำอีกว่า มวลมหาประชาชนไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้สร้างความเสียหาย แม้กระทั่งไปชุมนุม ร้านค้าก็ขายดี ไม่เคยไปทำความเสียหาย โดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ในทางตรงกันข้าม มือระเบิดทั้งที่บรรทัดทองและที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นฝีมือของชายชุดดำ เป็นกลุ่มจัดตั้งของคนเสื้อแดงที่เคยปฏิบัติการในสมัยปี 2553

ลักษณะของการขว้างระเบิดที่จับได้ทางกล้องวงจรปิด จากสายตาทหารที่ถูกฝึกมาจะมองออก ในท่วงทีลีลา ทำให้มั่นใจว่าเป็นชายชุดดำกลุ่มเดียวกัน

คำพูดของ พล.ร.ต.วินัย เท่ากับตอกย้ำชัดเจน ทหารไม่เอาด้วย ประชาชนไม่ยอมรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงไม่ได้ช่วยอะไรเลย

และคงเหลือเพียงหมากตาสุดท้าย นั่นคือการก่อให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะการขนชายชุดดำจากเขมรเข้ามา 10 คันรถตู้ ทางชายแดนฝั่งตะวันออก เพื่อก่อความไม่สงบ เป็นการผสมโรงในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

แต่นั่นแหละ ความรุนแรงในครั้งนี้จะไม่เหมือนเก่า

โปรดรำลึกไว้เสมอด้วยเถอะว่า ถ้าเกิดความรุนแรงอีกเมื่อใดละก็

ได้ยกขบวน ยกโคตรลี้ภัยแน่ๆ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ