
สื่อโดนอีกแล้ว
เวลามีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองทีไร “สื่อมวลชน” (ภาคสนาม) ต้องกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ถูกกระทำทุกที
โดย...คมนอกฝัก
เวลามีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองทีไร “สื่อมวลชน” (ภาคสนาม) ต้องกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ถูกกระทำทุกที
เฝ้ามองติดตามการชุมนุมของกลุ่มมวลมหาประชาชนในช่วงต้นๆ ก็แอบดีใจว่างานนี้พี่ๆ และเพื่อนๆ นักข่าวจะไม่ถูกคุกคามในทุกรูปแบบเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หลังจากเห็นแกนนำหลายคนต่างขึ้นเวทีปราศรัยย้ำนักย้ำหนากับผู้ชุมนุมว่า “อย่าเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”
แรกๆ ก็เป็นอย่างเรียบร้อย ระยะห่างระหว่าง “นักข่าวผู้ชุมนุม” อยู่ในระดับเหมาะสม โดยเฉพาะกับผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ในภาคสนาม
จะมีบ้างที่มีผู้ชุมนุมมายืนด้านหลังผู้ประกาศ แต่ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรรุนแรง
สุดท้ายเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะตึงเครียด กปปส.เริ่มยกระดับความเข้มข้น ส่งผลให้มวลชนเริ่มมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น จึงไม่แปลกที่สื่อมวลชนจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ถูกกระทำอย่างที่เห็นใน 2 เหตุการณ์สำคัญ
เหตุการณ์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ในกรณีของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยและช่อง 3 ถูกมวลชนล้อมและเกือบถูกทำร้ายร่างกายที่ถนนราชดำเนิน แต่โชคดีที่ไม่มีความรุนแรงบานปลาย
เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. โดยผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถูกเป่านกหวีดใส่ระหว่างรายงานข่าวออกอากาศ
โดยเหตุผลหนึ่งที่มักอ้างว่าฟรีทีวีรายงานข่าวบิดเบือน คือ การระบุจำนวนตัวเลขผู้ชุมนุม
ถ้าติดตามดูกันจริงๆ จะเห็นว่าข่าวโทรทัศน์พยายามหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องตัวเลขมานานแล้ว ไม่เว้นแม้แต่หนังสือพิมพ์
พวกเขาเห็นครับว่าเรื่องตัวเลขในบริบทของการชุมนุมทางการเมืองเป็นอะไรที่วัดไม่ได้หรือวัดลำบาก และแถมยังเป็นเรื่องอ่อนไหวด้วย
หรือต่อให้วัดด้วยการเอาสัดส่วนของผู้ชุมนุมมาคำนวณลงกับพื้นที่ ก็มีคำถามตามมาอีกอยู่ดีว่าเป็นระบบที่ถูกต้อง 100% หรือไม่
สื่อมวลชนแต่ละสำนักจึงเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด คือ การนำเสนอภาพข่าวบรรยากาศของการชุมนุมออกไปเพื่อให้สังคมตัดสินกันเอง
ในทางกลับกัน หากใครเห็นว่านักข่าวคนไหนรายงานข่าวบิดเบือนขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็สามารถส่งหลักฐานที่ทุกวันนี้หาได้ในสื่อสังคมออนไลน์ไปให้ผู้บังคับบัญชาของผู้สื่อข่าวคนนั้นดำเนินการตามระเบียบได้
แน่นอนว่า การปฏิรูปประเทศในอนาคต “สื่อมวลชน” ในฐานะสถาบันหนึ่งของสังคมย่อมสมควรที่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง
ตั้งแต่การทำอย่างไรเพื่อให้ระบบทุนไม่เข้ามาผูกขาด ไปจนถึงการทำให้ระบบการควบคุมจริยธรรมกันเองของสื่อมวลชนไม่เป็นเสือกระดาษ
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปแทรกแซงสื่อมวลชนอย่างที่เกิดขึ้น!
เพราะนอกจากจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้วยังเป็นการกระทำที่สวนทางกลับคำว่า “สันติ อหิงสา”







