
วันสุดท้าย
เคยเขียนไว้ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเข้าสภาว่า ให้ถอยเถอะ เพราะไม่ใช่การเดินสุดซอย แต่เป็นซอยตัน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เคยเขียนไว้ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะเข้าสภาว่า ให้ถอยเถอะ เพราะไม่ใช่การเดินสุดซอย แต่เป็นซอยตัน
ทว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ ฝ่ายที่มีอำนาจก็ยังคงใช้อำนาจทางการเมืองผลักดันกันต่อไป
ในที่สุดนำมาซึ่งความร้อนระอุทางการเมืองที่เป็นอยู่
นาทีนี้คงต้องบอกว่าปัจจัยต่างๆ ไม่ได้หยุดลงที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเสียแล้ว โดยกำลังขยายตัวไปสู่สถานการณ์ที่ร้อนระอุยิ่งขึ้น
และว่าไปแล้ว ปม ประเด็น หรือเหตุแห่งปัญหายังคงมาจากปัจจัยเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือเป็นการปะทะ การต่อสู้กันทางการเมือง จากความคิดที่แตกต่างกัน 2 ขั้ว
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนออกมาหลากหลายมิติ อาทิ การเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ การแบ่งสีเสื้อ ฯลฯ
จะอธิบาย ยกเหตุผลต่างๆ นานา แต่ทั้งหมดมันก็ไปลงเอยที่ความคิดที่แตกต่างกันเป็น 2 ทิศ 2 ทางนั่นเอง
ทั้งหมดเป็นสถานการณ์ที่คุกรุ่นมานานเนิ่นนาน โดยมาแตกหักครั้งสำคัญก็คือการรัฐประหารในเดือน ก.ย. 2549
ทว่าแม้มีการรัฐประหารไปแล้ว ความขัดแย้งลักษณะดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คือประเด็นที่ทำให้ความขัดแย้งที่สะสมอยู่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้สถานการณ์ทำท่าจะบานปลาย
ความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะส่งผลในวงกว้างกว่าเดิม โดยลงลึกถึงระดับรากหญ้า ไล่ขึ้นมาถึงระดับคนชั้นกลางในเมือง จนถึงอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทย
ขณะเดียวกัน แรงปะทะที่ตั้งเค้าทะมึน หากไม่ควบคุม ระมัดระวังให้ดีจะส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรัฐประหาร หรือการเผาเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเสียอีก
และวันนี้ 11 พ.ย. จะเป็นวันดีเดย์ เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งของสถานการณ์ในอนาคต
เพราะอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่การแก้ไขปัญหาด้วยหนทางทางการเมือง การยุบสภา ลาออก หรือแนวทางแห่งสันติ ยังอาจพอกระทำได้
แต่ถ้าพ้นวันนี้ ทุกอย่างจะเคลื่อนตัวไปสู่ทิศทางที่สุ่มเสี่ยงและอันตรายอย่างยิ่งยวด
วันนี้ โปรดคิดให้ดี ตรองกันให้ดี ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป
ถ้าพ้นไปแล้วคงไม่มีโอกาสพูดคำว่าขอโทษ หรือเสียใจกันได้อีก







