
ตื่นเถิด
นิด้าโพลสำรวจความเห็นปัญหาการจราจรใน กทม. ปรากฏว่านโยบายรถคันแรกเป็นสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่าสร้างปัญหาการจราจรมากสุด
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
นิด้าโพลสำรวจความเห็นปัญหาการจราจรใน กทม. ปรากฏว่านโยบายรถคันแรกเป็นสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่าสร้างปัญหาการจราจรมากสุด
นี่แหละ ผลกระทบที่เกิดขึ้นและชาวบ้านสัมผัสได้จากประชานิยมที่ไม่ถูกต้อง
ซ้ำร้ายนโยบายรถคันแรกยังก่อให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจ โดยทุกคนสัมผัสได้เช่นกัน
นโยบายดังกล่าว มีการคืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันละไม่เกิน 1 แสนบาท ทำให้เป็นแรงจูงใจสำคัญในการซื้อรถยนต์
สิ่งที่ตามมาก็คือ มีการซื้อรถยนต์ถล่มทลายถึง 1.2 ล้านคันตั้งแต่ปีก่อน
แต่การซื้อรถยนต์กว่าล้านคัน ทำให้จู่ๆ ก็มีเงินหายไปจากระบบถึง 9 หมื่นล้านบาท เป็นค่ารถยนต์ที่ไหลเข้ากระเป๋าสร้างกำไรให้บรรดาบริษัทรถยนต์ไปเรียบร้อย
ที่เหลืออยู่คือรถยนต์ และหนี้ของคนซื้อรถยนต์
และที่หนีไม่พ้นก็คือ น้ำมัน ต้องเติมกันทุกสัปดาห์ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายจิปาถะมากมาย
ทั้งหมดทำให้กำลังซื้อ การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก
เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพิสูจน์ว่า นโยบายรถคันแรกก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
ทว่า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การจัดทำข้อมูลแสดงถึงผลดีของนโยบายรถคันแรก โดยกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนนโยบายนี้อย่างสุดตัว
ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า มาตรการรถคันแรกจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวถึง 1.06% ต่อปี โดยปี 2555 เศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่ม 0.58% และในปี 2556 จะได้รับผลดีทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มอีก 0.48% หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.34 แสนล้านบาท ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่รัฐบาลจ่ายเงินภาษีคืนไปแค่ 9.1 หมื่นล้านบาท
หมายความว่า ทุกๆ 1 บาท ที่รัฐบาลจ่ายออกไป จะทำให้เกิดผลบวกทางเศรษฐกิจกว่า 1.5 บาท
รถคันแรกจะทำให้เกิดการบริโภคสินค้า การจ้างงาน รายได้จากการจ้างงาน ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำ รายได้ต่างๆ จะส่งผลหลายรอบในระบบเศรษฐกิจ
ข้อสรุปที่เกิดขึ้นก็คือ นโยบายรถคันแรกเป็นประโยชน์อย่างมาก ยังไม่นับรวมถึงรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล ภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ การจดทะเบียนรถยนต์ คิดแล้วเงินที่จะไหลเข้ามาจะมีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท
แต่ลองเทียบกับข้อมูลที่สรรค์สร้างขึ้น กับสภาพความเป็นจริงแล้วกัน
เห็นแล้ว เหนื่อยเหลือทน







