posttoday
ปฏิรูประบบสุขภาพ

ปฏิรูประบบสุขภาพ

15 ตุลาคม 2556

กราบเรียนคุณผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ผมทำหน้าที่แทนคุณพี่สันทัด กรณี ซึ่งตอนแรกก็ตั้งใจจะชวนคุยด้วยอารมณ์ขำๆ แต่พอเจอข่าวชิ้นหนึ่งแล้วขำไม่ออก

โดย...นายโป๊ะแตก

กราบเรียนคุณผู้อ่านที่เคารพ วันนี้ผมทำหน้าที่แทนคุณพี่สันทัด กรณี ซึ่งตอนแรกก็ตั้งใจจะชวนคุยด้วยอารมณ์ขำๆ แต่พอเจอข่าวชิ้นหนึ่งแล้วขำไม่ออก

ข่าวที่ว่าก็คือ ผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องเลยไปโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนกันประกันสังคมไว้ แพทย์ประเมินแล้วว่าใกล้คลอด จึงอธิบายค่าใช้จ่ายว่าต้องจ่ายประมาณ 1.5-1.8 หมื่นบาท ซึ่งตามสิทธิประกันสังคมนั้น เบิกค่าทำคลอดได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน

จะเป็นเพราะเงินขาดมือหรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม ผู้หญิงคนนี้กลับมาคลอดเองที่ห้องพัก เด็กที่คลอดออกมาเสียชีวิต

แถมตอนนำตัวแม่ส่งก็ต้องไปถึง 2 ที่ โรงพยาบาลแรกบอกว่าเตียงเต็ม รับตัวไม่ได้

พอไปแห่งที่สองก็โบ้ยให้ไปโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนประกันสังคมไว้ เจ้าหน้าที่ที่นำผู้ป่วยมาส่งต้องอธิบายกันยกใหญ่กว่าโรงพยาบาลจะรับตัวรักษา

มี 2 ประเด็นที่อยากจะชวนคุย คือ 1.ขั้นตอนการเบิกเงินทำคลอดของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ทำให้เข้าถึงสิทธิลำบาก เพราะกำหนดไว้ว่าภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนคลอด ต้องจ่ายสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ถึงจะใช้สิทธิเบิกเงินได้

คำถาม คือ ทำไมต้องรอถึง 7 เดือน? ให้สิทธิเบิกเงินเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือ? และทำไมต้องให้สำรองจ่ายเงินคลอดบุตรไปก่อน

คนจะคลอดลูกเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ ถ้าผู้ป่วยไม่มีเงินทำไมโรงพยาบาลไม่ทำคลอดให้ก่อนแล้วไปเคลียร์กับประกันสังคมทีหลัง เรื่องนี้ถ้าจัดระบบดีๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างความยุ่งยากให้ผู้ประกันตนแบบนี้

ประเด็นที่ 2 คือ เวลาเราเจ็บป่วยไปโรงพยาบาล มักจะโดนถามว่าใช้สิทธิของอะไร บัตรทอง ข้าราชการ ประกันสังคม ประกันชีวิต หรือจ่ายเงินเอง

ที่เป็นเช่นนี้เพราะจะได้รู้ว่าต้องตามไปเก็บเงินจากใคร และที่เจอเป็นระยะ คือ ถ้าผู้ประกันตนไปรักษากับโรงพยาบาลที่ไม่ได้ลงทะเบียนประกันสังคมไว้ อาจเกิดการปฏิเสธหรือโบ้ยให้ไปใช้บริการของโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้แทน

ผมมองในมุมของผู้ใช้บริการ รู้สึกตงิดใจทุกครั้งที่ถูกถามว่าใช้สิทธิรักษาพยาบาลของระบบไหน? ก็แล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่ทำให้มันเป็นระบบเดียวเสีย จะได้ไม่ต้องมาถามอีกว่าใช้สิทธิอะไร

ผู้ป่วยเดินเข้ามาก็รักษาไปเลย ไม่ต้องห่วงว่าจะไปเก็บเงินจากใคร หรือไม่ต้องรวมกองทุนก็ได้ แต่ต้องมีระบบเคลียริงเฮาส์ที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ ถ้าการเบิกจ่ายเงินทำได้สะดวกรวดเร็ว ก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่ดีขึ้นเช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะแนวคิดไหนก็ตาม ต้องอาศัยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในเชิงนโยบาย ที่ฝ่ายการเมืองต้องยืนยันว่าจะทำให้สำเร็จให้ได้ เหมือนความแน่วแน่ในการทำโครงการบัตรทองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

แต่ถ้าดูโอกาสที่ฝ่ายการเมืองจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้แล้ว ก็ห่อเหี่ยวใจ เพราะขนาดร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับที่ผู้ใช้แรงงานใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เข้าชื่อเสนอ ยังโดนสภาผู้แทนราษฎรตีตก ไม่รับหลักการตั้งแต่วาระแรก

ดังนั้น การจะหวังถึงขั้นให้การเมืองไปขยับโครงสร้างระบบสุขภาพครั้งใหญ่ คงเป็นเรื่องที่ยากที่สุด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน