
เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นไตรมาส3ไม่สวยนัก
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่าภาพโดยรวมใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า คือ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ลดลงทั้งที่เทียบกับเดือนก่อนหน้า (M-M) และเทียบกับเดือนเดียวกันของ|ปีก่อน (Y-Y) มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่ง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 22.5% Y-Y แต่ลดลงเพียง 3.2% M-M จากผลของฤดูกาลและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอยู่ในช่วงถือศีลอด
ถ้าดูรายละเอียดของการชะลอของเศรษฐกิจในเดือน ก.ค. พบว่าสินค้าที่ถูกบริโภคลดลง ผลิตลดลง ลงทุนลดลง และส่งออกลดลง ส่วนใหญ่เป็นอยู่ในหมวดยานยนต์ซึ่งเป็นผลของนโยบายคืนเงินภาษีรถคันแรกที่ทยอยหมดลง (สำหรับการส่งออกได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนกุ้งมากที่สุด)
ส่วนสินค้าในหมวดอื่น เช่น อาหารและเครื่องดื่ม การใช้ไฟฟ้า ยังมีการบริโภคที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังขยายตัว ขณะที่การส่งออกยังได้อานิสงส์ไม่เต็มที่จากเศรษฐกิจของยุโรป จีน และญี่ปุ่นที่ฟื้นตัว ดังนั้นถึงแม้ว่าภาพรวมจะดูไม่สดใสแต่ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด ถ้าจะเลือกซื้อหุ้นน่าจะเลี่ยงกลุ่มที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไปก่อน ขณะที่กลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวดูดี
ภาพโดยรวมยังมีเหตุให้หวังได้ว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และครึ่งปีหลังจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เพราะรายได้ของประชาชนยังอยู่ในเกณฑ์ดี มีการจ้างงานสูง อัตราการว่างงานต่ำ และความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์ดี แต่การฟื้นตัวจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะผลกระทบของมาตรการรถคันแรกจะยังอยู่อีกระยะหนึ่ง โดยมีผลทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นถึงแม้รายได้จะไม่ได้ลดลงก็ตาม เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่สินค้าที่ใช้จ่าย (รถยนต์) กลับเป็นภาระ (ค่าผ่อนรถ) ที่ต้องผูกติดในระยะยาว
อีกหนึ่งอย่างที่ดูไม่สวยนักในเดือนที่ผ่านมาและกลายเป็นพาดหัวในบทวิจัยของโบรกเกอร์ต่างประเทศหลายแห่ง คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 จำนวน 709 ล้านเหรียญสหรัฐ และยอด 7 เดือนแรกเป็นขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงว่า หากหักการส่งออกและนำเข้าทองคำออกไป ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ก.ค. จะเกินดุล 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนยอด 7 เดือนแรกจะเป็นยอดเกินดุลเกือบ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าพูดถึงความเสี่ยงที่อินโดนีเซียและอินเดียเผชิญอยู่ เรายังอยู่ในสถานะที่แข็งแรงกว่ามาก ด้วยเงินทุนสำรองที่มีสูงกว่า 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 48% ของจีดีพี (GDP) ขณะที่อินโดนีเซียมีอยู่ในสัดส่วน 12% ของจีดีพี ส่วนอินเดียอยู่ที่ 15% ของจีดีพี
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นถึง 29 จุดในวันแรกของเดือน ก.ย. ยังไม่น่าไว้ใจ ยังมีโอกาสปรับลงได้จากเรื่องเดิมๆ คือ การถอน QE ซึ่งทั่วโลกต่างจับจ้องการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันที่ 17–18 ก.ย.นี้ รวมถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวนในช่วงสั้นๆ ตามที่ได้เขียนในบทความสัปดาห์ที่ผ่านมา FSS Research มองว่า Downside ของดัชนีที่ระดับประมาณ 1,260-1,270 จุด +/- สำคัญคือการปรับลงในรอบนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของช่วงที่เหลือของปี เพราะเชื่อว่าตลาดจะปรับขึ้นรอบใหม่ได้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย
หุ้นที่น่าจะปรับขึ้นแรงในช่วงแรกๆ ที่ตลาดกลับทิศคือกลุ่มแบงก์ โดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่และกลุ่มสื่อสารโดยเฉพาะผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ 3G เหตุเพราะถูกขายหนักที่สุดในช่วงที่ผ่านมา แต่ถ้าจะพูดถึงความถูก ตอนนี้ไม่พ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มบ้าน สำหรับกลุ่มบ้านนั้น ปัจจุบันซื้อขายที่ PE เฉลี่ยไม่ถึง 9 เท่า ต่ำที่สุดในรอบกว่า 5 ปี แม้ว่า Story จะไม่อำนวยเพราะการบริโภคที่ชะลอ แต่หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำเพราะมี Backlog ในมือระดับสูง คลุมยาวถึงปีหน้าในระดับที่อุ่นใจได้มี SIRI และ SPALI รองลงมาเป็น AP และ LPN นอกจากนั้นหุ้นกลุ่มอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE และ DELTA) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (MINT, BGH, AOT) วัสดุก่อสร้าง (DCON, PYLON) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (PTTEP, PTTGC) รวมถึง THCOM, INTUCH, M, CSL, JAS และ SIM







