
ปรับเป้าดัชนี
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส
ตัวเลขส่งออกของไทยเดือน ก.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานวานนี้ ถือว่าน่าผิดหวังสำหรับการเริ่มต้นไตรมาส 3 ซึ่งเป็นฤดูส่งออก โดยหดตัว 1.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ทำให้การส่งออกสะสมงวด 7 เดือนแรก แทบไม่เติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดย|เพิ่มเพียง 0.6% Y-Y เทียบกับเป้าทั้งปีของธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ ที่คาดเติบโต 4-5% ในปีนี้ ดูจะมีความท้าทายมาก นอกจากนี้ดุลการค้าในเดือนนี้ยังคงขาดดุล ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ในระยะนี้ที่ตลาดหุ้นไทยเปราะบางมาก ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวจะมีความหมายต่อจิตวิทยาการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนควรต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. ที่แบงก์ชาติจะรายงานในวันศุกร์นี้ ว่าทิศทางของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 จะเริ่มต้นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการลงทุนและการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเข้าสู่ฤดูส่งออก และเป็นช่วงเร่งเบิกจ่ายงบก่อนสิ้นปีงบประมาณพอดี ในขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนน่าจะเริ่มกระเตื้องในไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยแรงกระตุ้นของโปรโมชั่นของผู้ประกอบการต่างๆ
แต่ด้วยภาพของการบริโภคในประเทศที่ชะลอ สินเชื่อที่ต่ำกว่าคาด (7 เดือนแรก สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5.7% ขณะที่เดิมเราตั้งเป้าทั้งปีเติบโต 11.7% จึงต้องปรับเป้าลง) และโครงการน้ำ 3 แสนล้านที่เลื่อนออกไป ทางฝ่ายวิเคราะห์ FSS จึงทบทวนประมาณการใหม่ ปรับกำไรของตลาด (Market EPS Growth) จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 26% ลงมาเป็นเติบโต 20% ดังนั้นเมื่ออิง PE 15 เท่า เป้าหมายของดัชนีสิ้นปีนี้จึงลดลงเป็น 1,540 จุด จากเดิมที่คาดการณ์ไว้กว่า 1,700 จุด แต่ถึงแม้จะปรับลงมาแล้ว เป้าใหม่ของดัชนียังมี Upside 15% จากดัชนีปิดวานนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในระดับที่ “ซื้อได้” แต่ด้วยความเสี่ยงเรื่องกระแสเงินลงทุนที่ยังมีโอกาสไหลออกอีก ทำให้ยังไม่มีเหตุผลต้องเร่งซื้อหุ้น
โดยเฉพาะในเดือน ก.ย.นี้ ที่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ทั้งการชะลอการซื้อพันธบัตรสหรัฐของ Fed เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออก QE ปลายปี 2551 และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป ทั้งที่ในอีกมุมหนึ่ง การถอนคันเร่ง (QE) ควรถือเป็นข่าวดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก หรือเรื่องร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ถึงแม้จะสะดุด ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมแผนสำรอง โดยดึงเอาโครงการที่มีความจำเป็นออกมานำเสนอเข้า ครม. เพื่อพิจารณาจัดสรรเงินกู้เป็นโครงการๆ ไป ด้วยความเสี่ยงเรื่อง Flow ที่มีโอกาสไหลออก เราได้ประเมิน Downside ของดัชนีที่ระดับ 1,260-1,270 จุด เท่ากับค่า Forward PE 12.6 เท่า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ Flow ไหลออก เมื่อมีการพูดถึงการถอน QE เป็นครั้งแรก
การซื้อหุ้นเพื่อลงทุนสำหรับการขึ้นรอบใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปี น่าจะต่อราคาได้อีก ในเมื่อความเสี่ยงในเดือนหน้ายังมีพอสมควร และเป็นลักษณะค่อยๆ ซื้อสะสมทีละน้อย หุ้นที่น่าสนใจมีมากมายเกือบทั่วตลาด โดยรวมๆ แล้วคิดว่าหุ้นขนาดใหญ่น่าสนใจกว่าหุ้นขนาดเล็ก เพราะราคาที่ร่วงมาแรงกว่านั่นเอง โดยแนะนำให้ดูหุ้นที่มีความอ่อนไหวน้อยกับการบริโภคที่ชะลอตัว ทนทานต่อเศรษฐกิจขาลง ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน โครงสร้างทางการเงินแข็งแรง และมี Valuation ถูก ได้แก่ หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (หุ้นที่ฟื้นตัวและมีปันผลสูง ได้แก่ KCE และ DELTA) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว (MINT, BGH, AOT) กลุ่มบ้าน (QH, SPALI) |กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL) วัสดุก่อสร้าง (DCON, PYLON) กลุ่มพลังงานและปิโตร (PTTEP, PTTGC) รวมถึง THCOM, INTUCH, M, CSL และ SIM







