
แนวโน้มศก.-ตลาดทุนไทยช่วงที่เหลือของปี
โดย...บลจ.กสิกรไทย
โดย...บลจ.กสิกรไทย
หากจะพูดถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คงต้องยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงไปมากจากช่วงต้น|ปีที่ผ่านมา ที่เม็ดเงินทุนลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่รวดเร็ว ผลจากเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ กลุ่มสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นชะลอตัวลง จึงต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่าคิวอี (QE) ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย 5 เดือนแรก ปรับตัวขึ้นไปได้กว่า 17%
นับจากนั้นเป็นต้นมา ทิศทางของเงินทุนกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับคำแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุว่า อาจปรับลดเม็ดเงินจากมาตรการคิวอี ส่งผลให้เกิดแรงเทขายและเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงไทย) รวดเร็ว เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลงกว่า 20% ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.-กลาง มิ.ย. ไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอก แต่แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในครึ่งหลังที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอีกปัจจัยทำให้หุ้นไทยถูกกดดันและมีทิศทางทรงตัวตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจไม่สดใสมากนัก เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ|ที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะโตได้เกิน 5% กลับถูกปรับลดลงมาต่อเนื่อง โดยนักวิจัยหลายๆ สำนักต่างมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวเพียง 4% ส่งออกไม่สามารถขยายตัวได้ตามคาด นโยบายภาครัฐ โครงการบริหารจัดการน้ำ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องเลื่อนออกไป ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวลดลง การบริโภคโดยรวมก็เริ่มชะลอตัว
ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลในทางลบต่อหุ้นไทย นอกจากนี้ความกังวลปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐยังกดดันตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวม แม้ปัจจัยหลายๆ อย่างจะส่งสัญญาณชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่ากังวลจนเกินไปนัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเองได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปีที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างมากจากการกระตุ้นของนโยบายภาครัฐ ทั้งในเรื่องของโครงการรถคันแรก โครงการบ้านหลังแรก หรือการใช้จ่ายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังประสบภาวะอุทกภัย อย่างไรก็ดีเมื่อหมดมาตรการกระตุ้นดังกล่าวข้างต้นแล้ว เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้จึงเป็นการเติบโตด้วยปัจจัยพื้นฐานของประเทศจริงๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวลดลงมา ดังนั้นการที่เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส เราจึงมองว่าไม่ถึงขั้นประสบกับภาวะวิกฤตหรือปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจากค่าเงินบาทที่ยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยเช่นสหรัฐ จีน หรือแม้กระทั่งยุโรป เป็นต้น น่าจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จึงเชื่อว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง รวมถึงคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในครึ่งปีหลัง 4 มาตรการ คือ มาตรการด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออก ซึ่งคลังเชื่อว่าหากดำเนินการได้ตามแผนจะช่วยให้จีดีพี (GDP) ของไทยในปี 2556 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1% จากที่ประมาณการไว้ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ไม่น่าจะเลวร้ายจนเกินไปนัก
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับลดตัวเลขประมาณการจีดีพีไทยในปี 2557 จาก 4.2-5.2% มาอยู่ที่ 3.8-4.3% สอดคล้องกับประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย บลจ.กสิกรไทย ยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ไว้ที่ 1,570 จุด โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและรีสอร์ท และกลุ่มก่อสร้างที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงการของภาครัฐ โดยตลาดหุ้นจะผันผวนต่อเนื่องตามกระแสข่าวปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ ผู้ลงทุนจึงอาจถือจังหวะที่ตลาดปรับตัวลงเข้าทยอยสะสมการลงทุนในหุ้นไทยได้







