
ศก.ไทยเติบโตมากกว่าที่คาดแล้วยังไงต่อ?
ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย / [email protected]
ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย / [email protected]
ใช่แล้วครับ ท่านผู้อ่านไม่ได้อ่านหัวข้อผิดแต่อย่างใด แม้ว่าสภาพัฒน์ฯ จะเพิ่งประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับไตรมาส 2 ปี 2556 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทุกท่านคงทราบแล้วว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.8%YoY หรือหดตัวลง 0.2%QoQ (ปรับฤดูกาล) เข้าตามนิยาม “ภาวะถดถอยทางเทคนิค” (Technical Recession) คือ เศรษฐกิจหดตัวลงเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน จนส่งผลกระทบต่อการลงทุนใน 2-3 วันที่ผ่านมา
แต่สำหรับหัวข้อข้างต้นนั้น ผมไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 แต่อย่างใดครับ ผมกลับตั้งคำถามที่หมายถึงเศรษฐกิจในปีที่แล้ว ซึ่งเติบโตได้สูงถึง 6.5% ด้วยสาเหตุที่ทุกท่านก็คงทราบดี คือ เราได้รับแรงกระตุ้นจากการฟื้นตัวหลังเหตุการณ์น้ำท่วมและมาตรการด้านการคลังหลายมาตรการ ซึ่งเมื่อแรงกระตุ้นเหล่านี้หมดไป เศรษฐกิจก็ย่อมจะต้องชะลอลงเข้าสู่ระดับ “ปกติ” (หรืออ่อนกว่าระดับ “ปกติ” เล็กน้อย หากแรงกระตุ้นนั้นไปเร่งการใช้จ่ายให้เกิดเร็วขึ้นเท่านั้น)
คำถามคือ ถ้าเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ไม่มีแรงกระตุ้นเหล่านั้น ไม่ได้มีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้น ไม่ได้มีมาตรการใดๆ ซึ่งเราก็น่าจะเติบโตได้ในระดับ “ปกติ” นั้น อัตราการเติบโตดังกล่าวควรจะเป็นเท่าไหร่ คงจะประเมินกันไว้ไม่สูงหรอกครับ จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ถูกกระหน่ำด้วยวิกฤตหนี้สาธาณะยูโรโซนตลอดปี แต่แรงกระตุ้นที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ “เกิดขึ้นจริง” ในปีก่อนนั้นสูงกว่าระดับ “ปกติ” ไปค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม การชะลอลงของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากระดับที่ “เกิดขึ้นจริง” สู่ระดับ “ปกติ” ค่อนข้างรุนแรงกว่าที่คาด จึงเป็นเหตุให้คิดว่า ฤาว่าจะประเมินระดับเศรษฐกิจ “ปกติ” สำหรับปีก่อนไว้สูงเกินไป ที่แท้จริงแล้วเศรษฐกิจไทยในปีก่อน (หากไม่รวมแรงกระตุ้น) ควรจะแย่กว่านั้นอีก แล้วแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นในปีก่อนส่งผลต่อการเติบโตมากกว่าที่หลายฝ่ายคาด ทำให้การปรับตัวสู่ระดับ “ปกติ” ที่เกิดขึ้นในครึ่งแรกของปีนี้ จึงรุนแรงมากกว่าที่คาดเช่นกัน ก็คงเป็นคำอธิบายการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในปีนี้ส่วนหนึ่งครับ (แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นค่อนข้างช้าก็มีผลกระทบด้วยเช่นกัน)
แล้วยังไงต่อ ครับในช่วงที่มีข่าวร้ายเกิดขึ้น ทุกๆ อย่างก็มักจะดูแย่ไปหมด แต่คงต้องมาประเมินกันว่าจริงๆ แล้วเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” จริงๆ หรือไม่
ทั้งนี้ เราไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” ในความหมายที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้อยู่ทั่วไปที่หมายถึง การที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงของวัฏจักรธุรกิจ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงไป เรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการปรับตัวหลังจากที่ “ดีเกินไป” ในช่วงปลายปีก่อน และการปรับตัวนี้กำลังจะผ่านพ้นไป (หรือผ่านพ้นไปแล้ว) และเศรษฐกิจไทย|น่าจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป ซึ่งก็คงไม่ได้เติบโตดีนักภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตในระดับต่ำเช่นนี้อยู่
การบริโภคภาคเอกชนที่หลายคนมองว่าแย่ในปีนี้ เรามองว่าน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงถัดไป โดยสาเหตุหลักเนื่องจากผลกระทบในเชิงลบของมาตรการรถคันแรกจะค่อยๆ หายไป แม้ว่ามาตรการรถคันแรกอาจจะดึงความต้องการซื้อรถยนต์ในปีนี้ไปใช้ปีก่อน แต่เราคาดคงไม่ได้ดึงความต้องการซื้อรถยนต์ในปีถัดๆ ไปใช้ด้วย หมายความว่ายอดการซื้อรถยนต์ก็น่าจะค่อยๆ ดีขึ้นสู่ระดับ “ปกติ” ขณะที่การบริโภคอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์ เราก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากตัวเลขรายเดือนล่าสุด แต่ก็อย่าไปคิดว่าจะเติบโตหวือหวานัก เพราะมาตรการกระตุ้นการบริโภคก็คงจะไม่มี และหนี้ภาคครัวเรือนก็คงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญไปอีกระยะหนึ่ง
ถ้าบอกว่าทิศทางเศรษฐกิจจะแย่เพราะการส่งออกยังแย่ แต่ถ้าเชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วจะดีขึ้น นั่นย่อมส่งผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อาจเข้ามาเสริมด้วย เช่น การส่งออกกุ้งน่าจะดีขึ้นหากสามารถจัดการกับโรคตายก่อนวัยได้ หรือการส่งออกข้าวที่อาจจะดีขึ้นหากมีการจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวในปีถัดๆ ไป เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังการชะลอตัวของจีนด้วยนะครับ
แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่ประเด็นความไม่แน่นอนก็ยังมีในอีกหลายด้าน การลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะมีการตีความอย่างไร ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น-จีน จะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ การชะลอ QE ของเฟด และใครจะมาเป็นประธานเฟดคนถัดไปก็อาจจะกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดโลกด้วย ซึ่งความไม่แน่นอนในอีกหลายประเด็นเหล่านี้ยังอาจเข้ามากระทบการลงทุนในหุ้นในระยะสั้นนี้ได้อีกครับ







