posttoday
Asset Allocation:หัวใจการลงทุน

Asset Allocation:หัวใจการลงทุน

29 กรกฎาคม 2556

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFPผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาติ จำกัด (มหาชน)

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFPผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาติ จำกัด (มหาชน)

การศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นพบว่า Asset Allocation หรือการกระจายเงินลงทุนออกไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย เป็นหัวใจของการลงทุน เพราะเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ณ ระดับความเสี่ยงเท่าเดิม หรือผลตอบแทนเท่าเดิม แต่ความเสี่ยงลดลง

การกระจายความเสี่ยงที่ดีจึงช่วยลดความเสียหายจากการลงทุน หากผลลัพธ์ไม่เป็นดังคาด

การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ฝากแบงก์ก็เสี่ยง เช่น เหตุการณ์ปิดสถาบันการเงินในช่วงปี 2540 และเสี่ยงที่ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ ดังที่เกิดขึ้นหลายปี ในช่วง 10 ปีหลัง ซื้อพันธบัตรก็เสี่ยงหากต้องขายก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยพลิกเป็นขาขึ้น

พึงตระหนักว่า เหตุการณ์บางอย่างอาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐจะลดการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลด QE) ก่อนสิ้นปีนี้ และจะยกเลิก QE ในที่สุด เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เป็นต้น แต่ยังคงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่อาจคาดไม่ถึง เช่น ภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม แผ่นดินไหวรุนแรง สึนามิ) โรคระบาด การก่อการร้าย วิกฤตการเมือง เป็นต้น

ในทางการเงิน ความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนของผลตอบแทนอาจวัดได้ด้วยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ Standard Deviation (SD) ยิ่งค่า SD สูง ความเสี่ยงของสินทรัพย์นั้นก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

หากจัดเรียงกลุ่มสินทรัพย์จากเสี่ยงต่ำไปหาเสี่ยงสูง จะได้ดังนี้ 1) ตราสารตลาดเงิน (พันธบัตรระยะสั้น เงินฝาก ตั๋วแลกเงินระยะสั้น เป็นต้น) 2) ตราสารหนี้ (พันธบัตรระยะยาว หุ้นกู้ ตราสารหนี้ต่างประเทศ) 3) ตราสารทุน (ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นโลก) 4) สินค้าโภคภัณฑ์ (โลหะมีค่า โลหะที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร เป็นต้น)

สถิติชี้ว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์อย่างแม่นยำว่า กลุ่มสินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งตรงข้ามกับพฤติกรรมนักลงทุนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาสินทรัพย์ที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุดในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงพยายามจับจังหวะการซื้อขายไปมาบ่อยครั้ง ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาด และมีต้นทุนการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น

การกระจายความเสี่ยงที่ดี หมายถึงพอร์ตลงทุนที่ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่จะไม่ขึ้นลงพร้อมๆ กัน ซึ่งทำได้โดยกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันน้อยๆ ในทางสถิติเราอาจวัดด้วยค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ของสินทรัพย์ ซึ่งค่าจะอยู่ในช่วง -1 ถึง +1

หากค่าสหสัมพันธ์สูงใกล้ +1 สินทรัพย์คู่นั้นมักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงในทางเดียวกัน หากค่าเกือบ -1 สินทรัพย์คู่นั้นจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน ตัวหนึ่งขึ้น อีกตัวหนึ่งลง

กรณีค่าต่ำใกล้ 0 แสดงว่าสินทรัพย์คู่นั้นมีความสัมพันธ์กันต่ำ การสร้างพอร์ตลงทุนโดยการผสมผสานสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันน้อยๆ จะช่วยเรื่องกระจายความเสี่ยง หรือลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม

การกระจายความเสี่ยงจะดีขึ้น หากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์ต่อกันต่ำ สินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์ต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ ทองคำ ตราสารหนี้ไทย-เทศ ส่วนดัชนีตลาดหุ้นโลกในรูปดอลลาร์มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูงกับตลาดหุ้นไทย

ขนาดของตลาดการเงินไทยเล็กมากๆ ไม่ถึง 1% ของตลาดการเงินโลก แล้วทำไมคนไทยต้องจำกัดตัวเองให้ลงทุนเฉพาะอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น การออกไปลงทุนในต่างประเทศจึงเท่ากับเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากกลุ่มสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า

ผู้ลงทุนควรพิจารณาลงทุนในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับความสามารถและความพึงพอใจในการรับความเสี่ยง และความคาดหวังต่อผลตอบแทนก่อนเริ่มลงทุน ทั้งนี้ควรทบทวนแผนการลงทุนเป็นระยะ

สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูง (หมายถึงรับความผันผวนของผลตอบแทนที่วัดโดยค่า SD ได้ราว 8-12%) อาจกระจายเงินลงทุนในตราสารหนี้ไทย (15%) ตราสารหนี้ต่างประเทศที่ปิดความเสี่ยงค่าเงิน (24%) หุ้นไทย (24%) หุ้นต่างประเทศ (22%) และทองคำในรูปบาท (15%)

ท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่า บอนด์ยีลด์มีโอกาสขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐจ่อจะลดและเลิก QE จึงอาจลดการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศลงอย่างละ 5% หรือใช้วิธีลดอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ลง

ขณะที่ทองคำก็ถูกกระทบเช่นกัน ควรลดน้ำหนักทองคำลงเหลือไม่เกิน 10%

น้ำหนักของตราสารหนี้และทองที่ลดลง ควรโยกไปที่หุ้น แม้จะผันผวน แต่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่ Valuation ของหุ้นทั้งไทย-เทศ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถถือลงทุนได้

ปัจจุบันการออกไปลงทุนต่างประเทศทำได้สะดวกขึ้นมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับมือใหม่อาจเริ่มกระจายการลงทุนผ่านกองทุน FIF ที่ บลจ.ต่างๆ เสนอขายอยู่ ทั้งนี้ต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะกระตุ้นให้ท่านให้ความสำคัญกับการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนออกไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Asset Allocation) ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุน นอกเหนือจากการค้นหาหุ้น (Stock Selection) และการจับจังหวะการซื้อ-ขาย (Market Timing)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน