
หมดหวัง
ปี่กลองทางการเมืองดังขึ้นทันที ภายหลังกำหนดการเปิดประชุมสภาในต้นเดือน ส.ค.ที่จะถึง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ปี่กลองทางการเมืองดังขึ้นทันที ภายหลังกำหนดการเปิดประชุมสภาในต้นเดือน ส.ค.ที่จะถึง
อุณหภูมิการเมืองทวีความร้อนแรง สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง
กฎหมายสำคัญหลายฉบับ ถูกจับตาในด้านการเมือง อาทิ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
นี่แหละ ภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ การเมืองแทนที่จะทำให้นิ่ง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แต่กลับไปทำสิ่งที่ตรงกันข้ามเสีย
ปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจก็คือ กำลังซื้อที่ลดลงของประชาชน ขณะที่ภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแซงหน้าการเพิ่มขึ้นของรายได้ไปเรียบร้อย
ขณะเดียวกันการส่งออกขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย และทำท่าจะสาละวันเตี้ยลงตามภาวะตลาดโลก การต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของไทย
การกระตุ้นเศรษฐกิจคงเหลือแต่การใช้จ่ายของรัฐบาล กับการลงทุนของเอกชน
แต่ทว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก เนื่องจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำหนดเอาไว้แน่นอน จะใช้จ่ายเท่าไรก็รู้กันหมดแล้ว
ส่วนเงินพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นจาก พ.ร.ก.เงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท หรือร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท พบสารพัดปัญหา
ที่หนักหนาสาหัสสุดก็คือ มีการมองกันว่ากฎหมายเงินกู้ทั้ง 2 ฉบับ มีสิทธิแท้งคามือ จนแม้จะมีเงินก็ใช้ไม่ได้
หรือหากรัฐบาลผลักดันจนกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ผ่านคลื่นลมมาได้ แต่เอาเข้าจริงเงินก็กว่าจะได้ใช้ก็ต้องปีหน้าเป็นต้นไป
นั่นหมายความว่า ในปีนี้ทุกอย่างยังไม่มีอะไรใหม่
ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้เอกชนจึงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
แต่สิ่งที่จะทำให้เอกชนมั่นใจก็คือจะต้องมีความเชื่อมั่น
ความเชื่อมั่นจะมีได้ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองสงบ มีเสถียรภาพ ความมั่นคงทางการเมือง
แต่สภาพที่กำลังจะเป็น ดูเหมือนว่ากลัวบ้านเมืองจะไม่วุ่นวาย อะไรที่มีปัญหา ก็กลับผลักดันเข้าสู่สภา
ทั้งหมดยิ่งทำให้เกิดคำถามตามว่า ทำไปเพื่ออะไร
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนก็คือดัชนีความเชื่อมั่นในทุกๆ ด้าน จะต้องลดต่ำลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
และภาวะเศรษฐกิจที่คิดว่าย่ำแย่ลงแล้วก็มีโอกาสจะแย่กว่าที่คิดเอาไว้อีก
นี่แหละ สภาพการณ์ที่กำลังตั้งเค้าและก่อตัวขึ้น จนยากจะคาดเดาว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
ตัวใครก็ตัวมันแล้วกัน







