
เอาไงต่อดี
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส
ทันทีที่รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐออกมาเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ค.) โดยระบุว่าอาจต้องรอให้ตลาดแรงงานฟื้นตัวมากกว่านี้ก่อนจะลดขนาด QE แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเวลาว่าจะเป็นเมื่อใดกันแน่ แต่ความวิตกกังวลที่มีมาก่อนหน้านั้นผ่อนคลายลงทันที ดัชนีตลาดหุ้นไทยยุติการปรับลงไว้ที่ 1,388 จุด ในวันที่ 10 ก.ค. และปรับตัวขึ้นมา 67 จุด จนถึงวานนี้ (15 ก.ค.) ลูกค้าหลายท่านเริ่มถามว่าเอาไงต่อดี จะขึ้นเลยหรือแค่รีบาวด์ และในสัปดาห์นี้ก็ยังถือว่าเป็นสัปดาห์ที่หนักสำหรับรายงานเศรษฐกิจที่ล้วนแต่มีผลต่อการลงทุนระยะสั้น เริ่มตั้งแต่วานนี้ที่โชคดีว่า GDP ของจีนในไตรมาส 2 ออกมาเป็นไปตามตลาดคาด (แม้อัตราการขยายตัวจะแผ่วลงจากไตรมาสแรกก็ไม่สนใจ ถือว่าได้คาดไว้แล้ว) วันพุธ-พฤหัสบดีนี้ จะมีรายงานเศรษฐกิจรอบครึ่งปีของสหรัฐ (Beige Book) และ Bernanke แถลงต่อสภาคองเกรสถึงภาวะเศรษฐกิจรอบครึ่งปี ต้องติดตามถึงนัยต่อการถอนมาตรการ QE รวมทั้งในช่วงปลายสัปดาห์จะเริ่มเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในบ้านเรา และในวันศุกร์เป็นคิวของ ธปท.ในการปรับเป้าเศรษฐกิจปีนี้ลง ซึ่งเราจะได้เห็นตัวเลขที่แน่นอน
สิ่งที่สำคัญที่สุดและจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดต่อไปน่าจะเป็นผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่จะเริ่มจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ส่วนบริษัทอื่นๆ ต้องรายงานไม่เกินวันที่ 16 ของเดือนหน้า ที่สำคัญเพราะดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างมาก จนทำให้หลายองค์กรทยอยมาปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้จากที่ขยายตัว 5.0-5.5% เหลือเพียง 4.0-4.5% ดังนั้นผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นตัวเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาได้หรือไม่ ต้องติดตาม
สำหรับกลุ่มธนาคารนั้น บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้คาดว่ากำไรจะไม่น่าตื่นเต้น เพราะไตรมาส 2 ไม่ใช่ High Season ของการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่าสินเชื่อในไตรมาสนี้ขยายตัวเพียง 2.7% จากไตรมาสแรก แต่กำไรของกลุ่มนี้น่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดได้อีกครั้ง คิดเป็นอัตราการเติบโต 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้หลัก (จากดอกเบี้ย) และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น รายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงรายได้อื่น เช่น TCAP ในไตรมาสนี้มีกำไรจากการขาย TLife ส่วน SCB และ KK จะมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษา CPALL และ BTSGIF ตามลำดับ ในด้าน NPL อาจเห็นเพิ่มขึ้นในบางธนาคาร เช่น KBANK, BAY และ BBL แต่ยังไม่น่าเป็นกังวล ธนาคารที่คาดว่าจะมีกำไรโดดเด่นในไตรมาส 2 ได้แก่ KK และ TCAP
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นยังตกหนักจากกระแสเงินทุนที่ย้ายออกทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เราได้พยายามหาหุ้นที่ถูกกว่าในช่วงที่เม็ดเงินจาก QE 3 และ QE 4 จะเข้ามา ซึ่งดัชนีช่วงนั้นอยู่ที่ 1,260 จุด เราพบว่ามีหุ้นถึงกว่า 70% ในจำนวนที่เราศึกษา ถูกกว่าช่วงก่อนเกิด QE 3 & 4 และถ้าย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่ยูโรโซนจะออก QE หรือที่เรียกว่า LTRO1 และ LTRO2 สิ้นปี 2554 และช่วงวิกฤตน้ำท่วมในบ้านเราปลายปี 2554 เราพบว่าหุ้นในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และยานยนต์ เป็นกลุ่มที่ถูก (ในแง่ของ PE) กว่าช่วงที่เกิดน้ำท่วมเสียอีก ส่วนกลุ่มที่ PE ยังค่อนข้างแพง ได้แก่ กลุ่มรับเหมา วัสดุก่อสร้าง ICT และกลุ่มโรงพยาบาล และมีหุ้นเพียง 8 ตัวเท่านั้นที่ถูกกว่า แม้กระทั่งเทียบกับช่วง Subprime ได้แก่ BECL, CPALL, IHL, PTTEP, SIM, STA, THCOM และ TISCO ขณะที่หุ้น IPO ที่เพิ่งเข้าใหม่ พบว่า EA, FPI และ TVD ถูกที่สุดตั้งแต่เข้าตลาดฯ การเทียบความถูกแพงนี้เป็นแต่เพียงตัวเลขสถิติ ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐาน
โดยรวมแล้ว กลุ่มธนาคารยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจทั้งในแง่ความ “ถูก” และยังเป็นกลุ่มที่ถูก Short Sales อย่างหนักในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จึงน่าจะมีแรง Cover Short หนุนราคาหุ้น รองลงมากลุ่มบ้านถือว่าน่าสนใจ เพราะราคาหุ้นปรับลงมาจนสูงกว่า Book Value เพียงเล็กน้อยและหลายตัวมี PE ที่ต่ำกว่าในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ที่น่าสนใจได้แก่ AP, QH, SIRI และ PS







