
ภาระหนัก
รัฐบาลตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด เสมือนหนึ่งความพยายามในการสับไพ่ทางการเมืองเริ่มต้นเล่นกันใหม่
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
รัฐบาลตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด เสมือนหนึ่งความพยายามในการสับไพ่ทางการเมืองเริ่มต้นเล่นกันใหม่
เพราะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลเผชิญสารพัดปัญหารุมเร้า กลายเป็นจุดอ่อนทางการเมือง
ยิ่งเฉพาะจะมีการเปิดสภาในเดือน ส.ค. จุดอ่อนเหล่านี้จำเป็นต้องถูกจำกัดออกไป
ประเด็นสำคัญที่สุดที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขให้ได้ก็คือ ความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง
ผลที่ชัดเจนสะท้อนจากการสำรวจความเห็นของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในหัวข้อ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความโปร่งใสในนโยบายของรัฐบาล
จากผลสำรวจดังกล่าวกลุ่มตัวอย่าง 90.2% ระบุว่า ข่าวอันดับแรกๆ ที่ประชาชนอยากติดตาม คือ ความเป็นผู้นำ เสียสละ และความโปร่งใสของฝ่ายการเมืองในการจัดทำโครงการต่างๆ อาทิ โครงการรับจำนำข้าว เงินกู้ของรัฐบาล โครงการการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ เป็นต้น
ถัดมาเมื่อถามถึงความไม่โปร่งใสสารพัดโครงการของรัฐบาล กลุ่มตัวอย่าง 85%เห็นว่าโครงการข้าวมีความไม่โปร่งใสมากสุด
รองลงมา 71.6% เห็นว่าเป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร
สุดท้ายกลุ่มตัวอย่างกว่า 60% เห็นว่าโครงการเพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ นโยบายแก้ไขปัญหาพักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย และการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก็ไม่โปร่งใสเช่นกัน
ส่วนโครงการที่มีความโปร่งใสมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่าง คือ โครงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การปรับเงินเดือนผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ
ผลสำรวจที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดหรือ 94.8% เห็นว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมการประเมินการทำงานของรัฐบาลด้านต่างๆ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินทุกโครงการของรัฐบาล
นี่แหละ คณะรัฐมนตรีใหม่จะไปรอดหรือไม่รอดอยู่ที่ตรงนี้ เพราะความเห็นของประชาชนมองว่าโครงการหลักๆ ของรัฐบาลที่ออกมาล้วนแต่มีปัญหาความน่าเคลือบแคลง
หากแก้ไขไม่ได้ ไม่ว่าจะปรับคณะรัฐมนตรีอีกกี่ครั้ง หรือจะใช้วิธีใดๆ ก็ตามในการสับขาหลอก ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมาได้
สุดท้าย รับรองไปไม่รอด







