posttoday
หลังเดือนแห่งความผันผวนตลาดยังสดใส

หลังเดือนแห่งความผันผวนตลาดยังสดใส

06 มิถุนายน 2556

โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส

โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส

ในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา FSS ได้ปรับ SET Target สิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 1,750 จุด จากเดิม 1,650 จุด หลังจากปรับการขยายตัวของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) ในปีนี้เป็นเติบโต 26.4% จากเดิมที่คาดโต 21.8% เนื่องจากกำไรในไตรมาสแรกดีกว่าคาด และปรับ P/E 16 เท่า จากเดิม 15 เท่า เพื่อให้ได้ P/E to Growth (PEG) 0.6 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่อยู่ในช่วง 0.6-0.7 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค เพราะ EPS Growth ของบ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ขยายตัว 22.4% และ PEG ของไทยก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค และต่ำที่สุดในประเทศกลุ่ม TIPs (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)

ประเด็นการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2556 ยังคงเป็นประเด็นเดิมที่มองไว้ตั้งแต่ต้นปีคือ 1.การลงทุน โดยที่เราไม่ได้คาดหวังเม็ดเงินจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทในปีนี้อยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในปี 2557-2558 2.การกระจายความเป็นเมืองสู่ชนบท (Urbanization) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นการบริโภค 3.การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ซึ่งมีภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ไทย และอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ จึงเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสำหรับหลายอุตสาหกรรมของไทย

กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจในปีนี้จึงได้แก่กลุ่มแบงก์ ที่อยู่อาศัย รับเหมา วัสดุก่อสร้าง และโลจิสติกส์ (สายการบินและสนามบิน) เพราะนอกจากกลุ่มเหล่านี้จะสอดคล้องกับ Theme การลงทุนดังกล่าวแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่กำไรใน 1Q13 ดีกว่าคาด เป็นกลุ่มที่เราปรับประมาณการกำไรขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีกำไรเติบโตสูงในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั้งของไทยและทั่วโลกในเดือน มิ.ย.น่าจะยังผันผวนต่อเนื่องมาจากเดือนก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยในต่างประเทศ เริ่มจากความปั่นป่วนอย่างหนักของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB Yield) จากที่เคยอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 0.315% ต้นเดือน เม.ย. (ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีนโยบายเพิ่ม QE โดยขยายฐานปริมาณเงินประมาณ 60-70 ล้านล้านเยนต่อปี) พุ่งขึ้นเป็น 1% กลางเดือน พ.ค. เป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี สวนทางวัตถุประสงค์ของการเพิ่ม QE ของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ต้องการกด Yield ให้ต่ำลง การปรับขึ้นของ JGB Yield หมายถึงผลขาดทุนของผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (จากราคาของพันธบัตรที่ตกลง) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นรวมถึงประชาชนเอง ความผันผวนที่เป็นอยู่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น (ชาวญี่ปุ่นขาดทุนหรือขาดความเชื่อมั่น ไม่อยากใช้จ่าย เศรษฐกิจหดตัว) และมีผลต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก

ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐได้ปรับสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ JGB แต่มาจากเหตุผลที่ตลาดกังวลว่า Fed จะถอนคันเร่ง (QE exit) หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หากอิงจากคำกล่าวของ Bernanke การถอน QE (ถ้าเกิด) จะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดคือเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งเราเชื่อว่า Fed จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐยังต้องการการประคับประคองต่อไป โดย Fed อาจลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรต่อเดือนลงจากปัจจุบัน US$8.5 หมื่นล้าน อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าปีนี้ก็ยังเร็วไปที่ Fed จะดึงเงินกลับ

เราเชื่อว่าความผันผวนของตลาดพันธบัตรทั้งของญี่ปุ่นและสหรัฐจะผ่อนคลายลงในช่วงปลายเดือน มิ.ย. เพราะอย่างน้อยนักลงทุนต่างชาติได้ปรับพอร์ตไปบ้างแล้ว การยกเลิก QE ของสหรัฐยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน และถึงแม้เกิดขึ้น ผลกระทบอาจไม่รุนแรงเพราะตลาดเริ่มทำใจแล้วตั้งแต่ตอนนี้ ส่วน JGB Yield ที่ปรับขึ้น เราเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ดังนั้น ต่างชาติที่ขายทั้งหุ้น พันธบัตร และอนุพันธุ์ในเดือนที่ผ่านมา น่าจะเริ่มไหลกลับเข้ามาในเดือนนี้ด้วยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยที่ยังสดใส

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค