
หลังเดือนแห่งความผันผวนตลาดยังสดใส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส
โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส
ในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา FSS ได้ปรับ SET Target สิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 1,750 จุด จากเดิม 1,650 จุด หลังจากปรับการขยายตัวของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) ในปีนี้เป็นเติบโต 26.4% จากเดิมที่คาดโต 21.8% เนื่องจากกำไรในไตรมาสแรกดีกว่าคาด และปรับ P/E 16 เท่า จากเดิม 15 เท่า เพื่อให้ได้ P/E to Growth (PEG) 0.6 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่อยู่ในช่วง 0.6-0.7 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค เพราะ EPS Growth ของบ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ขยายตัว 22.4% และ PEG ของไทยก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค และต่ำที่สุดในประเทศกลุ่ม TIPs (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)
ประเด็นการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2556 ยังคงเป็นประเด็นเดิมที่มองไว้ตั้งแต่ต้นปีคือ 1.การลงทุน โดยที่เราไม่ได้คาดหวังเม็ดเงินจาก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทในปีนี้อยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในปี 2557-2558 2.การกระจายความเป็นเมืองสู่ชนบท (Urbanization) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นการบริโภค 3.การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ซึ่งมีภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ไทย และอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ จึงเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสำหรับหลายอุตสาหกรรมของไทย
กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจในปีนี้จึงได้แก่กลุ่มแบงก์ ที่อยู่อาศัย รับเหมา วัสดุก่อสร้าง และโลจิสติกส์ (สายการบินและสนามบิน) เพราะนอกจากกลุ่มเหล่านี้จะสอดคล้องกับ Theme การลงทุนดังกล่าวแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่กำไรใน 1Q13 ดีกว่าคาด เป็นกลุ่มที่เราปรับประมาณการกำไรขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีกำไรเติบโตสูงในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั้งของไทยและทั่วโลกในเดือน มิ.ย.น่าจะยังผันผวนต่อเนื่องมาจากเดือนก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยในต่างประเทศ เริ่มจากความปั่นป่วนอย่างหนักของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB Yield) จากที่เคยอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 0.315% ต้นเดือน เม.ย. (ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีนโยบายเพิ่ม QE โดยขยายฐานปริมาณเงินประมาณ 60-70 ล้านล้านเยนต่อปี) พุ่งขึ้นเป็น 1% กลางเดือน พ.ค. เป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี สวนทางวัตถุประสงค์ของการเพิ่ม QE ของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ต้องการกด Yield ให้ต่ำลง การปรับขึ้นของ JGB Yield หมายถึงผลขาดทุนของผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (จากราคาของพันธบัตรที่ตกลง) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นรวมถึงประชาชนเอง ความผันผวนที่เป็นอยู่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น (ชาวญี่ปุ่นขาดทุนหรือขาดความเชื่อมั่น ไม่อยากใช้จ่าย เศรษฐกิจหดตัว) และมีผลต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก
ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐได้ปรับสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ JGB แต่มาจากเหตุผลที่ตลาดกังวลว่า Fed จะถอนคันเร่ง (QE exit) หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หากอิงจากคำกล่าวของ Bernanke การถอน QE (ถ้าเกิด) จะเกิดขึ้นอย่างเร็วสุดคือเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งเราเชื่อว่า Fed จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐยังต้องการการประคับประคองต่อไป โดย Fed อาจลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรต่อเดือนลงจากปัจจุบัน US$8.5 หมื่นล้าน อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าปีนี้ก็ยังเร็วไปที่ Fed จะดึงเงินกลับ
เราเชื่อว่าความผันผวนของตลาดพันธบัตรทั้งของญี่ปุ่นและสหรัฐจะผ่อนคลายลงในช่วงปลายเดือน มิ.ย. เพราะอย่างน้อยนักลงทุนต่างชาติได้ปรับพอร์ตไปบ้างแล้ว การยกเลิก QE ของสหรัฐยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน และถึงแม้เกิดขึ้น ผลกระทบอาจไม่รุนแรงเพราะตลาดเริ่มทำใจแล้วตั้งแต่ตอนนี้ ส่วน JGB Yield ที่ปรับขึ้น เราเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ดังนั้น ต่างชาติที่ขายทั้งหุ้น พันธบัตร และอนุพันธุ์ในเดือนที่ผ่านมา น่าจะเริ่มไหลกลับเข้ามาในเดือนนี้ด้วยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยที่ยังสดใส







