
ยังไม่จบ
เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังทำท่าจะหมดแรงส่งเอาดื้อๆ ตัวเลขต่างๆ ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแสดงชัดถึงอาการทางเศรษฐกิจและแนวโน้มที่น่าห่วงในอนาคต
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังทำท่าจะหมดแรงส่งเอาดื้อๆ
ตัวเลขต่างๆ ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแสดงชัดถึงอาการทางเศรษฐกิจและแนวโน้มที่น่าห่วงในอนาคต
ประเด็นสำคัญคือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มี 4 เครื่องยนต์ ทำงานไม่ครบ บางเครื่องติดๆ ดับๆ บางเครื่องเหมือนจะหยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ
สำหรับ 4 เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจประกอบด้วย การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และการใช้จ่ายของรัฐ
เครื่องยนต์ที่ทำท่าไฟชอร์ตอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เริ่มจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ระบุชัดเจนว่า กำลังซื้อของประชาชนหดหายไปจากระบบ เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเพิ่มขึ้น อาทิ การใช้จ่ายในโครงการรถคันแรก
ยิ่งเฉพาะเมื่อมีปัญหาเงินเฟ้อ ของแพง ก็จะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนหดหายไป เนื่องจากของแพงเป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพโดยตรง
ตัวเลขความเฟื่องฟูของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็จำกัดเพียงคนกลุ่มเดียวในสังคม และทำให้เกิดความเฟื่องฟูในสินค้าหรูหรา อาทิ คอนโดมิเนียมราคาแพง สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับคนเพียงบางกลุ่มไม่กระจายลงไปอย่างทั่วถึง
เครื่องยนต์เครื่องที่ 2 คือ การส่งออก มีอาการน่าเป็นห่วงตั้งแต่ต้นปี สาเหตุจากตลาดส่งออกหลักๆ ยังไม่ฟื้นตัว ต้นทุนการผลิตของผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าแรง 300 บาท และเมื่อพบกับปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ยิ่งทำให้การส่งออกหดหาย
ในอีก 2 ไตรมาสที่เหลือ สิ่งที่ปรากฏก็มีเพียงการลดเป้าส่งออก เนื่องจากมองว่าโอกาสฟื้นยังไม่มี
นั่นเป็นเครื่องยนต์เครื่องที่ 2 ที่หมดกำลัง
เครื่องยนต์เครื่องที่ 3 คือ การลงทุนของเอกชน แม้จะมีตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนมากมาย แต่การลงทุนจริงจะยังไม่เกิด ตราบใดที่ยังไม่มีการตั้งโรงงาน ซื้อเครื่องจักร และจ้างแรงงาน
ปัญหาใบอนุญาตโรงงาน หรือ รง. 4 ยังคาราคาซัง เป็นเป็นประเด็นคาใจของผู้ประกอบการอยู่ แม้จะมีคำอธิบายต่างๆ มากมาย
แต่ทว่าหากการออกใบอนุญาต รง. 4 ยังมีปัญหา การลงทุนยังเป็นคอขวดเช่นเดิม
เมื่อไม่มีการลงทุน ก็ไม่มีการจ้างงาน เมื่อไม่มีการจ้างงาน ก็ไม่มีกำลังซื้อ กลายเป็นงูกินหาง เป็นวัฏจักรหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
นั่นก็เป็นปัญหาการลงทุนที่เกิดขึ้น และยังเหมือนจะคงอยู่ต่อไปอีกเช่นกัน
เครื่องยนต์สุดท้ายคือ การใช้จ่ายภาครัฐ ที่ใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ผสมผสานกับการกู้ก้อนพิเศษ ตั้งแต่โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท รวมไปถึง ร่าง พ.ร.บ.เงินเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท
ในปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องยนต์เดียวที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่ในอนาคตการใช้จ่ายภาครัฐจะมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญการใช้จ่ายภาครัฐจะตามมาด้วยปัญหาหนี้สินในอนาคต
ซ้ำร้ายยังมีอีกหลายโครงการที่ยอดหนี้สินยังไม่ปรากฏขึ้นจริง เนื่องจากมีการหลบซ่อนความเสียหายเอาไว้ อาทิ โครงการรับจำนำข้าวที่ประเมินว่าขาดทุนไปแล้วถึง 2.6 แสนล้านบาท
ทั้งหมดจึงทำให้เกิดความเสี่ยงด้านภาระการคลังในอนาคต และภาระเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งเฉพาะหากเศรษฐกิจไม่เติบโตตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นั่นหมายความว่าสัดส่วนหนี้สินต่อขนาดเศรษฐกิจหรือจีดีพี จะเพิ่มขึ้นเกินขีดที่เหมาะสมเป็นความเสี่ยงด้านการใช้จ่ายภาครัฐที่แฝงเร้น
มันจึงไม่ต่างกับการพนันเดิมพันกับอนาคต ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
ดังนั้นอีก 2 ไตรมาสที่เหลือ จึงมีแรงกดดันที่จะเบ่งให้เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่านี้ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะต้องมีความพยายามทำให้เงินบาทอ่อนตัว เพื่อหวังจะส่งออกให้ได้มากขึ้น
แม้จะมีการลดดอกเบี้ยลงมาแล้ว 0.25% แต่ทว่าปมค่าเงิน อัตราดอกเบี้ยจะมีต่อไป
ศึกนี้ทำท่าจะยืดเยื้อ ไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน







