
กังวลคุมเงินต่างชาติ
โดย...สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย/www.thaibma.or.th
โดย...สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย/www.thaibma.or.th
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (13-17 พ.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 564,877 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 112,975 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 4% พบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 361,142 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 172,992 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขาย 13,369 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงประมาณ 1-4 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยนักลงทุนในตลาดยังรอความชัดเจนของมาตรการแก้ไขปัญหาเงินทุนไหลเข้า 4 ข้อจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปิดเผยโดยกระทรวงการคลังว่าจะถูกนำมาบังคับใช้เมื่อใด ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุว่าค่าเงินบาทในขณะนี้เริ่มอ่อนค่าลงและเคลื่อนไหวในระดับที่ใกล้เคียงกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องทำการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขตัวเศรษฐกิจของไทยเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ก็อาจมีการนำเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาพิจารณาอีกครั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้แรงคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเริ่มน้อยลง และมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของประเทศสหรัฐเริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง ทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะยุติมาตรการ|อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (QE 3 และ 4) เริ่มกลับมาเป็นที่คาดการณ์ของนักลงทุนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องทำการติดตามต่อไป และอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงต่อไปด้วยเช่นกัน
ในสัปดาห์นี้ต่างชาติยังเข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทยต่อเนื่อง โดยมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกันกว่า 5,739 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการ ซื้อสุทธิ ถึง 14,504 ล้านบาท (ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 8,765 ล้านบาท) สำหรับรายย่อยแม้จะมีสัดส่วนการซื้อขายค่อนข้างน้อย แต่สัปดาห์นี้ยังมียอด ซื้อสุทธิ 201 ล้านบาท







