
ปรองดองเหลว
“เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์” คำกล่าวนี้ ฟังแล้วดูดีไม่มีใครปฏิเสธ เพราะชนในชาติถ้ารู้รักสามัคคีด้วยกันแล้วบ้านเมืองก็เดินหน้าไปด้วยความสงบเรียบร้อย
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
“เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์”
คำกล่าวนี้ ฟังแล้วดูดีไม่มีใครปฏิเสธ เพราะชนในชาติถ้ารู้รักสามัคคีด้วยกันแล้วบ้านเมืองก็เดินหน้าไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของ วรชัย เหมะ สส.พรรคเพื่อไทยหัวใจสีแดง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง หรือการเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง 6 มาตรา ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และคณะ ในวันที่ 23 พ.ค.นี้
ทั้งที่สาระสำคัญของทั้งสองร่าง มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแง่ของการปลดปล่อยผู้ร่วมเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของวรชัย ไม่นิรโทษบรรดาผู้สั่งการ ขณะที่ร่างกฎหมายปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิมให้ระงับการสั่งฟ้อง ยกเว้นโทษไปถึงผู้สั่งการ แกนนำ
ถ้าจะกล่าวกันตรงๆ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บรรดาแกนนำที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ได้รับอานิสงส์ถ้วนหน้า
แต่สิ่งที่ผู้ผลักดันร่างกฎหมายทั้งสองฉบับพูดเหมือนกันประหนึ่งท่องคัมภีร์ ต้องการให้สังคมชาตินำไปสู่ความปรองดอง
แต่ทว่า ในวันรำลึกครบ 3 ปี ก่อจลาจลบริเวณแยกราชประสงค์ บรรดาแกนนำที่มีส่วนได้ส่วนเสียในร่างกฎหมายทั้งสองฉบับคงขึ้นปราศรัยปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมเกลียดชังอาฆาตฝ่ายที่เห็นต่างต่อไป ขณะที่แกนนำอีกกลุ่มเรียกร้องให้ยึดกระบวนการยุติธรรมดำเนินการนำคนผิดมาลงโทษ ซึ่งดูขัดเนื้อหาร่างกฎหมายของนักการเมืองเพื่อไทย
จึงทุบโต๊ะได้เลยว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ แม้จะอ้างอย่างสวยหรูเป็นทางออกสร้างความรักสงบกลับคืนมา แต่สภาพที่กระทำอยู่ขณะนี้ ไม่มีทางปรองดองกันได้เลย







