
ไซปรัส...ซัดหุ้นป่วน
โดย...สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
โดย...สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
2-3 วันที่ผ่านมา ชื่อของประเทศไซปรัส ก็โด่งดังอย่างรวดเร็วในแวดวงนักลงทุนไทย แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ด้วยความเป็น 1|ในสมาชิกของยูโรโซน ที่สำคัญคือ ไซปรัสกำลังต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (อียู)
ตามข่าวบอกว่า ตัวเลขที่เจรจาขอกู้จากสหภาพยุโรปนั้นอยู่ที่ 1 หมื่นล้านยูโร ซึ่งไซปรัสถูกตั้งเงื่อนไขให้ไปดำเนินการเก็บเงินภาษีจากบรรดาผู้ฝากเงินในไซปรัส โดยมีมติมาจากรัฐมนตรีคลังยูโรโซน
ผลที่ตามมา คือ ชาวไซปรัสแห่กันกระหน่ำถอนเงินจนหมดตู้เอทีเอ็ม จนธนาคารต้องหยุดการบริการ แน่นอนว่าบรรดาประชาชนผู้ฝากเงินส่งเสียงคัดค้านกันอื้ออึง
อย่างไรก็ตาม วันอังคารที่ผ่านมารัฐสภาไซปรัสมีมติคัดค้านข้อเสนอให้เก็บภาษีจากผู้ฝากเงินซึ่งก็น่าจะลดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนผู้ฝากเงิน แต่ก็ทำให้อียูยังไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขที่จะให้เงินกู้ได้ เพราะสูตรเดิมๆ ที่จะให้เงินกู้แก่ประเทศที่เข่าอ่อนก็มีการขอให้รัดเข็มขัดตัวเองไปด้วย เพียงแต่กรณีไซปรัสนี้ให้ไปจัดการเก็บภาษีจากเงินฝาก
จนถึงตรงนี้ เรื่องราวที่ไซปรัสจึงต้องติดตามต่อไปว่าจะเจรจาต่อรองอะไรกันใหม่ จะเจอกันครึ่งทางตรงไหน หรือจะย้ายเส้นทางจากการเก็บค่าต๋งคนฝากเงินไปทำวิธีอื่นแทน
ที่จริงประเทศไซปรัสนั้นมีขนาดเล็กนิดเดียว จีดีพีอยู่ในอันดับที่เกือบ 100 และจีดีพีเล็กกว่าไทยกว่า 10 เท่า นักวิเคราะห์หลายคนจึงมองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่จะลากเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกให้ซวนเซไปได้มาก
อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตว่า บรรดานักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเองก็แอบหวาดเสียวกับตลาดหุ้นไทยอยู่แต่เดิมแล้ว เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยไต่ขึ้นเร็วมากจนถึง 1,600 จุด และที่สำคัญกว่านั้น บรรดาหุ้นเล็กวิ่งทยานขึ้นแรงแซงหุ้นใหญ่ทั้งมูลค่าการหมุนรอบและอัตราการเพิ่มของราคา จนบรรดาผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาเตือนให้ระมัดระวังการปรับตัวลงตามมาในภายหลัง ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นที่เกิดการปรับตัวเป็นระยะ
ที่จริงการปรับตัวลงจากจุดสูงสุด 1,600 จุด เมื่อเช้าวันอังคาร ไหลพรวดพราดมาที่ 1,540 จุด ในเที่ยงวันพุธ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าอธิบายได้ถึงความเปราะบางของระดับราคาหุ้นที่ดัชนีใกล้ 1,600 จุด
นอกเหนือจากปัจจัยปั่นป่วนยูโรโซนจากเรื่องไซปรัสแล้ว นักวิเคราะห์บางท่านก็ยังให้คำอธิบายมุมมองความกังวลอื่นๆ ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นร่วงร่วมด้วย เช่น
ระดับดัชนีใกล้ 1,600 จุด ทำให้ P/E ปัจจุบัน ณ งบการเงินปี 2555 อยู่ที่ 18.6 เท่า ส่วน P/E ที่ใช้ประมาณการงบปี 2556 อยู่ที่ 15-16 เท่า (แล้วแต่สำนัก) ซึ่งทำให้ไม่ดึงดูดความน่าสนใจ และมีหุ้นหลายบริษัทแพงเกินไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามีของแพงปนๆ อยู่กับของที่ไม่แพง ซึ่งท่านต้องเลือกให้ดี
นอกจากนั้น บางท่านก็อธิบายถึงความน่ากังวลของสถานการณ์บาทแข็งเกินไปจนทะลุ 29.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคส่งออกและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งบางคนกลัวมาตรการใหม่ๆ ในการจัดการกับสถานการณ์บาทแข็ง โดยส่วนตัวผมเองไม่คิดว่า แบงค์ชาติและกระทรวงคลังของไทยจะมีมาตรการที่มีผลกระทบด้านลบรุนแรง ถ้าจะมีก็คงเป็นความจำใจขยับดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดแรงจูงใจในการที่เงินต่างชาติโหมเข้ามาซื้อพันธบัตรของไทยที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเยอะ บวกกับเหตุผลความเสี่ยงด้านภาวะเศรษฐกิจโลกจากความปั่นป่วนในยูโรโซน
ผมคิดว่า การปรับตัวลงอย่างชุลมุนของตลาดเป็นผลจากปัจจัยหลายๆ อย่างข้างต้นปนกัน และมองว่าปัจจัยไซปรัสที่เชื่อมโยงไปยังยูโรโซนเป็นเข็มทิศสำคัญที่สุดในช่วงสั้นๆ นี้
ช่วงสั้นๆ ตลาดหุ้นไทยยังผันผวน และมีโอกาสปรับลดลงได้อีกบ้าง เพราะเทียบกับที่วิ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่ถือว่าการปรับลงแค่ 50 จุดจะมากมายนัก
อย่างไรก็ตาม หุ้นเก็งกำไรขนาดกลางถึงเล็ก ถ้ามี P/E สูงเทียมฟ้า และวิ่งมายาวไกลก่อนหน้านี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะปรับลงได้เยอะกว่าหุ้นใหญ่
ส่วนในระยะปานกลางมองไปช่วงกลางถึงปลายปี ผมหวังว่าปัญหาในไซปรัสและยูโรโซนคงจะคลายตัวไปในระดับหนึ่ง เมื่อประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังเข้มแข็งจากกำลังซื้อในประเทศบวกกับการลงทุนภาครัฐและการลงทุนของเอกชน ตลาดหุ้นไทยในกลางปีถึงปลายปียังมีความหวัง ผมหมายถึงเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่ดี
อยากรู้ว่ามีหุ้นไหนบ้าง สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ รวบรวมผลการวิเคราะห์ไว้ให้ดูฟรีเข้าดูได้ในเว็บไซต์ www.saa-thai.org ในหัวข้อ SAA Consensus ขอให้โชคดี พบกันใหม่เดือนหน้าครับ







