
ปรับฐานหรือปรับลง?
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดแบบนี้ ผมแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น โดยควรมีหุ้นไม่เกิน 60% ของพอร์ต
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด
สวัสดีครับทุกท่าน การที่ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถผ่านระดับ 1,600 จุด และปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วใน 2 วันทำการที่ผ่านมากว่า 3% พร้อมกับมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ ได้แก่ วิกฤตไซปรัส การเมืองในประเทศ และการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า ทิศทางของตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป การลดลงในช่วงนี้เป็นเพียงการปรับฐาน หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังจะปรับตัวลดลง
ผมคิดว่าบรรดาปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ ปัจจัยการเมือง และการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ส่วนกรณีไซปรัส ผมคิดว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะผมคิดว่าวิกฤตหนี้จะจำกัดอยู่เฉพาะในไซปรัส โดยเฉพาะมาตรการที่เจ้าหนี้ต้องการให้เก็บภาษีเงินฝากนั้น ผมคิดว่าทางเจ้าหนี้ย่อมรู้ดีว่า|จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินอย่างแน่นอน ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าย่อมเป็นการซ้ำเติมวิกฤตหนี้ที่กำลังจะดีขึ้น ดังนั้น โดยส่วนตัวผมจึงไม่เชื่อว่าทางเจ้าหนี้จะนำมาตรการดังกล่าวไปใช้กับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงทางการเงินอย่างเช่นสเปน
ส่วนความเสี่ยงในเรื่องการเมือง และการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ถือว่าเป็นความเสี่ยงของไทยโดยตรง โดยนัย คือ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศที่กำลังมั่นใจว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น ปัจจัยการเมืองในประเทศในช่วง SET Index ที่ระดับใกล้ 1,600 จุด จึงถือว่ามีความสำคัญมากครับ
ส่วนประเด็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ผมคิดว่าประเทศไทยยังคงมีจุดอ่อนที่เปิดโอกาสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ได้วันละเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเราไม่มีมาตรการป้องกันเลย ในขณะที่ประเทศ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ได้มีการออกมาตรการออกมาบ้างถึงแม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เป็นการเตือนสติ ดังนั้น ผมจึงประเมินว่า ในท้ายที่สุดหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าไปถึงระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็อาจทำให้ทางการต้องมีมาตรการออกมาดูแล เนื่องจากจะส่งผลให้ค่าเงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในอาเซียน หากนับจากต้นปี 2555 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกติแล้ว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้น ผมเชื่อว่ากำลังอยู่ระหว่างการปรับฐานคงไม่ถึงกับเปลี่ยนเป็นขาลง (SET Index ต้องไม่ต่ำกว่า 1,520 จุด) เพราะปัจจัยพื้นฐานยังคงดี ความเสี่ยงที่กล่าวถึงมาทั้งหมดข้างต้นเชื่อว่าไม่ได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ|และผลการดำเนินงานเปลี่ยน แต่เพียงพอที่จะทำให้ Sentiment การลงทุนเปลี่ยน ซึ่งผมเองถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดหุ้นไปในตัว รวมถึงเป็นการเตือนสตินักลงทุนที่อาจจะเชื่อว่าการลงทุนในตลาดหุ้นสามารถทำกำไรได้ง่ายๆ (Easy Money) ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความระมัดระวังในช่วงนี้ คือ หุ้นที่มีราคาปรับตัวขึ้นมามาก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดแบบนี้ ผมแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น โดยควรมีหุ้นไม่เกิน 60% ของพอร์ต เพื่อรองรับความเสี่ยง เนื่องจากความผันผวนยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ ส่วนการซื้อเพื่อการลงทุน เนื่องจากผมคิดว่า SET Index ที่เหมาะสมในปี 2556 อยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 1,550 จุด ดังนั้น จึงสามารถเริ่มทยอยซื้อได้ในช่วงนี้ โดยกลุ่มที่น่าซื้อ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ยกตัวอย่างหุ้นที่ราคาลดลงแรงอย่างเช่น BBL กลุ่มไอซีที อย่างเช่น INTUCH กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น DCON ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการขายในรอบนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ร้อนแรงมากทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่า PS เป็นหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนในช่วงนี้ครับ เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีความได้เปรียบในเรื่องการบริหารต้นทุน และเป็นหุ้นที่มีโครงการแนวราบมาก ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า







