
พยาน ณ ดูไบ
คำถามมากมายเริ่มหลั่งไหล เหตุใดเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและอัยการถึงพาตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปดูไบ
โดย....อสนีบาต
คลุมเครือยิ่งนัก ภายหลัง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอมอดีตผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 ฐานะจำเลยคดีอุ้มฆ่า มูฮัมหมัด อัลลูไวรีนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย นำเอกสารแสดงถึงวิธีสอบสวนของ ดีเอสไอ- อัยการ ที่เป็นไปอย่างผิดปกติมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
พล.ต.ท.สมคิดอ้างถึง พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึกต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเกียรติกรณ์ แก้วเพชรศรีพยานฝ่ายโจทก์คดีนักธุรกิจอัลลูไวรี อีกฐานะ พ.ต.ท.สุวิชชัย ตกเป็นจำเลยคดีฆ่าผู้อื่นโดยมีหมายจับหลังละเมิดคำสั่งศาลหนีออกนอกประเทศ
ปฐมบทความคลางแคลงจึงเกิดขึ้น เมื่อทราบต่อมา อัยการรายหนึ่งออกตั๋วเครื่องบินให้พ.ต.ท.สุวิชชัย และสองเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบินไปดูไบ
คำถามมากมายเริ่มหลั่งไหล เหตุใดเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและอัยการถึงพาตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปดูไบ แล้วไปได้อย่างไร ทั้งที่มีคำสั่งศาลในอีกคดีห้ามออกนอกประเทศ
ตม.สุวรรณภูมิเปิดประตูให้ขึ้นเครื่องโดยสะดวก ไม่รู้เลยหรือ บุคคลรายนี้เป็นผู้ต้องหาห้ามออกนอกประเทศ หรืออาจจะรู้เฉพาะมีฐานะเป็นพยานโจทก์อีกคดีที่มีสองดีเอสไอขนาบข้างขึ้นเครื่องเท่านั้น และหลังหลังจากบินไปถึงแผ่นดินเมืองดูไบ ชะตากรรมของพยานปากเอกรายนี้ยังสุขสบายดีหรือไม่ แล้วจะกลับมาเมืองไทยหรือไม่ หรือไม่กลับ เผ่นไปเลย
โอ๊ย! หลากหลายคำถามซ่อนเงื่อน
หากสื่อไม่นำมาตีแผ่นำเสนอ เรื่องพันนี้อาจเงียบ กระทั่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องราวความผิดปกติคงดำเนินต่อไป ในที่สุด ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ได้ฤกษ์ออกมาแจง
ถ้าย้อนกลับไปช่วงที่มีข่าวนี้ ธาริต บอกสั้นๆว่า “เดี่ยวจะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดู” แต่เมื่อหลักฐานการเดินทางชี้ชัดมีทั้งตั๋วเครื่องบิน ดีเอสไอ ตั๋วเครื่องบิน พ.ต.ท.สุวิชชัย ปรากฎว่า ธาริตชี้แจงใหม่ว่า “การที่สองดีเอสไอพาพยานเหาะกระทำถูกต้อง เพราะเป็นไปตามหลักกฎหมายคุ้มครองพยานในคดีอาญาปี 2546 เข้าหลักมาตรการพิเศษ”
แต่ช้าก่อน ในเมื่อศาลมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศเป็นฉะนี้แล้ว...อสนีบาต...ใคร่ขอตั้งคำถามหาความเข้าใจกฎหมายคุ้มครองพยานมีศักดิ์และสิทธิ์เหนือคำสั่งศาลหรือ?!?
ที่แน่ๆ คล้อยหลังธาริตแจง ทำให้ วินัย มงคลดำรงกุล โฆษกอัยการสูงสุด เปิดแถลงไม่เคยทราบการนำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ออกนอกประเทศ เพราะที่ผ่านมาอัยการต้องการนำพยานรายนี้มาสืบในศาลไทย
กลายเป็นว่าอัยการโยนเผือกร้อนใส่ดีเอสไอ ทำให้ธาริตคนเดิมโต้กลับทันควัน "การที่อัยการอ้างว่าไม่รู้เรื่องพาตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ออกนอกประเทศ อาจเพราะอัยการมีหน้าที่สืบพยานรู้ว่ามีพยานมาก็ไปสืบ แต่อัยการไม่มีหน้าที่และไม่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ
ขอย้ำธาริตบอกอัยการไม่มีหน้าที่รู้กระบวนการดีเอสไอพาตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปดูไบ เมื่อมาถึงบรรทัดนี้ทำให้เห็นกระบวนการทำงานระหว่างอัยการและดีเอสไอขัดกันสิ้นเชิง
กระนั้นขอให้อ่านความเห็น ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากล่าวไว้ "ที่จำเลย (พล.ต.ท.สมคิด) อ้างว่า อัยการและดีเอสไอมีส่วนร่วมในการพาพยานที่มีหมายจับในคดีออกนอกประเทศนั้น หากเรื่องเป็นเช่นนั้นจริงตามหลักกฎหมายแล้วเจ้าพนักงานที่พาผู้ที่มีหมายจับออกนอกประเทศและหลบหนีจะต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญาอย่างแน่นอน"
อัยการรู้หรือไม่รู้เรื่องนี้เพราะเดิม พล.ต.ท.สมคิด พาดพิงอัยการ มีส่วนร่วมในการหาตั๋วเครื่องบินให้ดีเอสไอและ พ.ต.ท.สุวิชชัย
การพาจำเลยภายใต้คำสั่งศาลออกนอกประเทศ ถ้าตามที่ท่านทวีกล่าวถือว่ามีความผิด แต่ธาริตบอกทำถูก ตกลงมันคืออะไรกันแน่
ตบท้ายหากการสอบพยานปากสำคัญรายนี้ในประเทศไทยไม่ปลอดภัยต้องบินไปดูไบที่เดียวใช่ไหมที่ปลอดภัย แต่อย่าลืมว่าเมื่อพ้นราชอาณาจักรไทยไปแล้วเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจสอบสวนมากน้อยแค่ไหน หรือข้อเท็จจริงต้องการนำ พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปให้นายใหญ่คนไหนสอบ
สังคมยังใคร่ต้องการคำตอบวิธีการใช้อำนาจตามหลักกฎหมาย ปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องคดีเป็นแบบนี้หรือ
ตัวละครตามท้องเรื่อง ทั้งจากอัยการ- ดีเอสไอ หรือแม้แต่ รมว.ยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจอนุมัติตามกฎหมายคุ้มครองพยานในการใช้มาตรการพิเศษพาพยานเหาะ ซึ่งกรณี พ.ต.ท.สุวิชชัย ถือเป็นกรณีแรกตามกฎหมายนี้ซะด้วย หรืออาจเรียกว่าประเดิมนำกม.ที่ชาวบ้านร้านตลาดยังไม่คุ้นชินมาบังคับใช้
ควรออกมาทำความเข้าใจตรงกันหน่อยดีมั๊ย เพื่อจะได้พ้นข้อครหา “อำนาจมืดในกระบวนการยุติธรรม”







