
น่ากลัวกว่า
ความน่ากลัวของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ค่าเงินบาทแข็ง ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ความน่ากลัวของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ค่าเงินบาทแข็ง ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ
แต่สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน และ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธนาคารชาติ ต้องทำตามใบสั่ง ตามแรงกดดันทางการเมือง
ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ รับประกันได้ความวิบัติจะมาเยือน
สาเหตุเนื่องจากในระบบเศรษฐกิจจะมีการแบ่งนโยบายเศรษฐกิจเป็นนโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน
นโยบายการคลัง ดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มาจากการเลือกตั้ง
ส่วนนโยบายการเงินดูแลโดยธนาคารชาติ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน
แน่นอนที่สุด คนที่มาจากการเลือกตั้งก็ย่อมหวังผลการเลือกตั้ง จึงมักจะทำอะไรที่หวังผลระยะสั้น หวังได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน
ขณะเดียวกัน ผู้ดูแลนโยบายการเงิน จะมองเสถียรภาพระยะยาว มองปัญหาที่จะเกิดและผลกระทบในอนาคต
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่นโยบายการเงินกับนโยบายการคลังจะไม่สอดคล้องต้องกัน
เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการเห็นผลสั้น ทันตา อยากให้เศรษฐกิจโตมากๆ อยากแจกเงินเพื่อสร้างฐานคะแนนเสียง ฯลฯ
แต่อีกฝ่ายมองถึงระยะยาวที่จะเกิด มองถึงแง่วิชาการมากกว่า
การดำเนินนโยบายทั้งสองด้าน จึงมีการแบ่งแยก ให้ความเป็นอิสระระหว่างกันในระดับที่สามารถเหนี่ยวรั้ง แตะเบรกกันได้
แต่ในระยะนี้ ผู้ดูแลนโยบายการคลัง และฝ่ายการเมืองออกมากดดันธนาคารชาติทุกวิถีทางให้ลดดอกเบี้ยลงมา ภายใต้ข้ออ้างว่า จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง และช่วยเหลือการส่งออก ช่วยเหลือเศรษฐกิจ
นี่แหละ หากมีการลดดอกเบี้ยจริงๆ ไม่ว่าจะมีคำอธิบายใดๆ ก็ฟังได้ยาก
เพราะคำถามตัวโตๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่า อำนาจทางการเมือง เข้าครอบงำธนาคารชาติไปเรียบร้อยใช่หรือไม่
ความน่าเชื่อถือของธนาคารชาติจะสั่นคลอน เพราะกดดันได้ สั่งการได้
การบริหารนโยบายการเงิน จะกลายเป็นอัมพาต ไม่มีใครเชื่อ
ต่อไปไม่ต้องไปถามเรื่องนโยบายการเงินกับธนาคารชาติกันแล้ว เพียงไปดูสีหน้า ไปฟังวาจา จับอารมณ์ของรัฐมนตรีคลังได้ก็เป็นอันพอ
ถึงได้บอกว่าสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ไม่ใช่เรื่องค่าเงิน ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย
ที่กำลังเอาล่อเอาเถิดกันอยู่นี่แหละ น่ากลัวมากกว่า
เพราะมันคือการเร่งเร้าความวิบัติ ทางเศรษฐกิจดีๆ นี่เอง







