
ตามล่าหาแพะ
ช่วงนี้ดูให้ดี เหมือนเป็นฤดูการหาแพะ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ช่วงนี้ดูให้ดี เหมือนเป็นฤดูการหาแพะ
และแพะที่ว่า เหมือนคล้ายๆ จะอยู่แถวธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ อย่างไรก็ไม่รู้
เพราะรัฐบาลกำลังวาดลวดลายโยนภาระความผิดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจของประเทศไปให้ธนาคารชาติ
มูลเหตุก็มีการยกเอาเรื่องค่าเงินบาทแข็งขึ้นมา แล้วบอกว่าการที่ธนาคารชาติปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็ง ไม่ลดดอกเบี้ยลงมา ทำให้เศรษฐกิจจะเข้าขั้นมีปัญหา ปานนั้น
นี่แหละ หาเรื่อง หาแพะจริงๆ
สิ่งที่รัฐบาลทำมา ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยม ถลุงเงินมากมาย กลับไม่พูดถึง
ลองตรองดูเถอะ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์กัน แต่ค่าแรงที่ปรับปีนี้พรวดพราดมาถึง 40% หากนับรวมปีที่แล้ว บางพื้นที่ก็เกือบ 100%
อะไรมันเพิ่มต้นทุน อะไรมันทำให้เสียหายมากกว่ากัน
ไม่นับความฉิบหายจากการจำนำข้าว การกู้เงินมหาศาลให้เป็นหนี้หัวโต
แต่ทั้งมวลกลายเป็นว่า เศรษฐกิจจะมีปัญหาจากค่าเงินบาทแข็ง และแบงก์ชาติไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
บรรดาผู้เรืองอำนาจวาสนา ต่างพาเหรดออกมากดดันไม่เว้นแต่ละวัน ไล่ตั้งแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และขุนคลัง นี่ก็ตัวตั้งตัวตี ตัวดีที่ 1
อีกคน วีรพงษ์ รามางกูร ประธานธนาคารชาติ ก็เอาล่อเอาเถิดกับองค์กรที่ตัวเองนั่งอยู่ กดดันเข้าอีกคน
นี่... ทำให้เกิดความน่าสงสัยเป็นอันมากว่า การที่นั่งรับประทานเงินเดือนในฐานะประธานบอร์ดแบงก์ชาติทุกเดือน แล้วมาโขกสับองค์กรของตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าเอาอย่าง น่าสรรเสริญแล้วใช่ไหม?
และยิ่งดูยิ่งเหมือนดูการเล่นลิเก เพราะทั้งกิตติรัตน์ กับวีรพงษ์ เป็นคอหอยลูกกระเดือกกันมานาน เห็นพ้องกันเกือบทุกเรื่อง
มหกรรมหาแพะ การเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น เลยกลายเป็นสิ่งยอดฮิต กำลังฉายวนชนรอบให้เห็นทุกวัน
ส่วนหนังเรื่องเก่าที่เคยติดอันดับท็อปฮิตอย่างเรื่อง “ขุนคลังต้อง White Lie”
จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยจิ๊บๆ ในทันที







