
หลอกไม่เลิก
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือม่านมายาทางเศรษฐกิจ ที่มีการพูดป่าวประกาศว่าเศรษฐกิจจะโตเท่านั้น จะโตเท่านี้
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือม่านมายาทางเศรษฐกิจ ที่มีการพูดป่าวประกาศว่าเศรษฐกิจจะโตเท่านั้น จะโตเท่านี้
เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโต เกิดขึ้นจากการใส่เงินของรัฐบาล โดยไม่ได้มาจากความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง
และสิ่งที่จะตามมากับการเติบโตทางเศรษฐกิจก็คือปัญหาหนี้สิน รวมไปถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
ไม่เชื่อ ลองตามไปดู
ตั้งแต่ปีก่อน รัฐบาลประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ต้องกู้มาใช้จ่ายในสารพัดโครงการประชานิยม และจำเป็นต้องกู้อีกหลายปี
นี่คือการขาดดุลประการแรก
ซ้ำร้ายเรายังต้องประสบปัญหาการขาดดุลการค้า กลายเป็นการขาดดุลซ้ำซ้อน เป็นการขาดดุลคู่ หรือ Double Deficit
ตั้งแต่ปีที่แล้ว การส่งออกประสบปัญหาต่ำกว่าเป้าหมาย แม้จะมีการโกหกเพื่อชาติ แต่ทว่าก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมามากนัก ส่วนยอดการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้า
ตัวเลขเฉพาะ 11 เดือนแรกของปีก่อน เราขาดดุลการค้าไปถึง 1.57 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมตัวเลขครบปียังไม่รู้จะเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ส่วนปีนี้ การขาดดุลการค้ายังจะตามหลอกหลอนอยู่ต่อไป โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนโยบายของรัฐบาล อาทิ นโยบายรถยนต์คันแรก
นโยบายรถคันแรก เริ่มตั้งแต่ปีก่อน ทำให้ยอดการนำเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ยานยนต์เพิ่มพรวดพราด อย่างในเดือน พ.ย.ปีก่อน ยอดการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ขยายตัวถึง 94%
ตัวเลขรถยนต์คันแรกทะลุไปถึง 1.3 ล้านคัน เท่าที่มีการประเมิน ยังมีกระบวนการผลิตที่ยังไม่ส่งมอบอีกถึง 40%
นั่นหมายความว่า ปีนี้ยังจะต้องมีการนำเข้าอุปกรณ์ ชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบรถยนต์อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยส่งผลต่อเนื่องกับปัญหาขาดดุลการค้า
รถยนต์กว่าล้านคัน ยังต้องใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มเป็นเงาตามตัว
ปัญหาขาดดุลการค้า เมื่อรวมกับการขาดดุลงบประมาณ จึงเป็นสิ่งที่น่าห่วง เนื่องจากเป็นการขาดดุลคู่ที่เรื้อรังติดต่อกัน
หลายประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ก็มีพื้นฐานจากการขาดดุลคู่ คือ ดุลงบประมาณ ดุลการค้า เรื้อรัง เหมือนกับที่เรากำลังเดินซ้ำรอยอยู่
ตัวเลขต่างๆ ที่แสดงสวยหรู แท้ที่จริงกลับมีระเบิดเวลาแฝงเร้นอยู่ แต่ทว่าก็ยังถนัดกับการพูดในสิ่งที่ไม่จริง หรือพูดความจริงไม่หมด หลอกกันไม่เลิกสักที
นี่แหละ อันตรายที่แท้จริงของประเทศ







