
รธน.บนถนนคอนกรีต
ถนนที่ฉาบคอนกรีตไว้อย่างแข็งแกร่ง ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยขรุขระเป็นเหตุให้รถราเสียหลักล้มคว่ำ
โดย...อสนีบาต
"จะเดินบนถนนคอนกรีตหรือไปตามถนนลูกรัง" คำกล่าวของสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ประธานรัฐสภา ต่อแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาถึงวันนี้รัฐบาลของคนทางไกลดูจะเลือกเดินบนถนนคอนกรีตมากกว่าหลงเสียงเชียร์พวกวางบิลให้ลุยไฟโหวตวาระ 3 กันไปเลย
ทว่าถนนที่ฉาบคอนกรีตไว้อย่างแข็งแกร่ง ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยขรุขระเป็นเหตุให้รถราเสียหลักล้มคว่ำ เพราะจากการสำรวจสภาพเส้นทางกว่าจะถึงเป้าหมายสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำท่าทีมงานนายช่างตัดต่อถนนให้ขยายระยะทางไกลมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าหากใช้วิธีพิเศษระหว่างทางเพราะอดทนไม่ได้กับการขยายเวลาให้เนิ่นนาน คิดจะกลับมาเร่งเครื่องก็โปรดพึงระวังเครื่องยนต์รัฐบาลอาจพังซะก่อน
อย่าลืมว่าขณะที่ขับเคลื่อนมองเหม่อเห็นพานรัฐธรรมนูญใบใหม่อยู่แค่เอื้อม แต่ปรากฏว่า ลืมนึกถึงปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์เศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศอันมาจากการถมเงินลงโครงการรับจำนำข้าว ที่เริ่มจะเห็นผลกระทบในปีหน้าจะต้องแบกรับกันอย่างไร หรือแม้แต่สถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจคาดไม่ถึงชนิดที่ไม่ต้องรอให้ชนเผ่ามายันมาคำนวณ แต่มันย่อมเกิดขึ้นได้ทุกกาลเวลา
แม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะต้องถึงคราวเดินสายพบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) ว่าด้วยคดีความจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และปัญหาค้างเก่ากรณีปราสาทพระวิหาร ที่ต้องเตรียมถ้อยแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลก ย่อมจะทำให้รัฐบาลมึนตึ้บ กับบรรดาสถานการณ์ร้อนในปีหน้า แล้วนี่จะนำเรื่องการประชามติรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกอยู่ในช่วงเม.ย.-พ.ค. ต่อให้ใช้น้ำสงกรานต์สาดใส่สยบความร้อนฉ่าก็คงยากอยู่
เอาหล่ะ! ถึงจะบอกว่าเหล่าคณะผู้ปรารถนาแก้รัฐธรรมนูญ เคารพกติกา ยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยการทำประชามติ โดยจะมีการสานเสวนาให้ความรู้ความเข้าใจประชาชนก่อนจะทำการรณรงค์ให้ออกมาลงประชามติกันมากๆ อีกรอบก็ตาม แต่มีคำถามว่า งบประมาณที่ ครม.เคยอนุมัติไปก่อนหน้านี้เกือบ 100 ล้านบาทให้ไปจัดเวทีสานเสวนาก่อเกิดมรรคผลอย่างไรบ้าง
ที่ผ่านมาจัดเวทีไปแล้ว 108 เวที แต่หารู้ไม่ มีการจัดขึ้นที่จังหวัด อำเภอ ตำบลใดบ้าง ป่านนี้ยังไม่รู้เลย เท่าที่ทราบจากเอกสารวับแวบในครม.เคยระบุว่ามีการจัดนำร่องที่รพ.แห่งหนึ่งย่านสมุทรสงคราม ครั้งนั้นก็งุนงงอยู่เหมือนกันไปสานเสวนาอะไรในรพ.ให้คนไข้ญาติผู้ป่วยร่วมหาทางออกประเทศไทยหรือ
การจัดเวทีสานเสวนาตามที่มหาดไทยกล่าวอ้าง จากผลที่ได้รับสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญมากน้อยขนาดไหน ข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยเห็นกระทรวงมหาดไทยนำมารายงานผลความก้าวหน้าแต่อย่างใด
แล้วนี่กำลังเปิดฉากสู่การออกเสียงประชามติต้องจัดงบประมาณก้อนใหม่ใส่เข้าไปอีก ยังไม่นับรวมการจัดสรรงบประมาณให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมไว้ใช้จัดการลงประชามติอีก 2,000 กว่าล้านบาท เป็นการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน จะเห็นผลกำไรอะไรกลับคืนมาสู่ประชาชนได้บ้าง นอกจากนักการเมืองเท่านั้นที่รอรับผลประโยชน์แห่งโครงสร้างอำนาจใหม่จากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นเอง
ข้อกล่าวอ้างเพื่อต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมสรรค์สร้างระบอบประชาธิปไตยแข็งแกร่ง หากไม่ได้ปลุกกระตุ้นดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ก็เป็นแค่พิธีกรรมให้ครบกระบวนการเพื่อจะได้นำมาบอกได้ว่า นี่ไง รัฐบาลได้จัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้นเอง
เหตุเพราะกระบวนการทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอย่างเร่งรัด ภายหลังพรรคร่วมรัฐบาลให้ความเห็นชอบรวดเร็วทันใจเสนอ ครม.เมื่ออังคารที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมาเห็นชอบแนวทางประชามติก่อนจะไปปรึกษาประธานสภาและประธานวุฒิสภาเตรียมการกำหนดแนวคำถามประชามติ .เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาต้องทำประชามติภายใน 120 วันระหว่างนั้น90 วัน ต้องให้ความรู้ความเข้าใจประชาชนถึงเหตุผลการทำประชามติก่อน
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดไม่เคยเห็นเค้าโครงที่มาที่ไปของการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเลยว่าจะทำอย่างไร
ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ ต้องการปัดฝุ่นรัฐธรรมนูญให้ไฉไลกว่าเดิม ต้องก่อเกิดจากคณะทำงานศึกษากันมาเป็นเวลาแรมปี ไม่ใช่แค่ตั้งคณะทำงานที่เอาแต่นักการเมืองพวกพ้องตัวเองเท่านั้น แล้วเออออห่อหมก แต่ต้องอาศัยพลังสมองนักวิชาการด้านกฎหมาย ภาคประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันตกผลึก
แต่สำหรับรัฐบาลนี้ได้แต่บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งยอมรับว่าด่วนจริงๆ ด้วยการรวบรัดตัดตอนชงเข้าสภาจนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายมาถึงทุกวันนี้ ไงเล่า







