
เงินเข้ากระเป๋าใคร
ขณะที่ในสภากำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นเรื่องการรับจำนำข้าว เมื่อวานนี้ก็มีเสียงจากนอกสภาที่น่าสนใจ นั่นคือเสียงจากชาวนาตัวจริง
ขณะที่ในสภากำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นเรื่องการรับจำนำข้าว เมื่อวานนี้ก็มีเสียงจากนอกสภาที่น่าสนใจ นั่นคือเสียงจากชาวนาตัวจริง
ชาวนา จ.กาญจนบุรี กว่า 300 คน พร้อมรถบรรทุกข้าวเปลือก 10 ตัน เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยื่นหนังสือและร้องขอให้ ชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผวจ.กาญจนบุรี เปิดจุดรับจำนำข้าวเปลือกเพิ่ม พร้อมทั้งให้มีการอนุมัติให้โรงสีนอกพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการรับจำนำข้าว
แกนนำชาวนาบอกว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วข้าวเปลือกเริ่มทยอยออกสู่ตลาด กลุ่มเกษตรกรทำนา จ.กาญจนบุรี ที่ผลิตข้าวออกมารวมกันนับแสนตัน แต่ยังนำข้าวไปจำนำที่โรงสีไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ระดับจังหวัด
ขณะเดียวกัน โรงสีในพื้นที่ รวมตัวกันเพื่อเอาเปรียบชาวนา ด้วยการกดราคาข้าวเปลือกลงอย่างไม่เป็นธรรม เกษตรกรก็ต้องจำยอมนำข้าวเปลือกไปจำนำที่โรงสีภายในพื้นที่เท่านั้น
ชาวนาไม่สามารถต่อรองราคาได้เพราะไม่มีทางเลือก เอาข้าวไปขายที่อื่นก็ไม่ได้
แม้รัฐบาลประกันราคาข้าวเปลือกในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่โรงสีในพื้นที่กลับกดราคาเหลือแค่ตันละ 10,400 บาท หรือน้อยกว่านี้
ส่วนต่างที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในมือชาวนา
นอกจากนั้น การปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังเป็นช่องโหว่ให้โรงสีภายในพื้นที่ได้ผลประโยชน์ แต่ชาวนาถูกเอาเปรียบในเรื่องของน้ำหนักและการวัดความชื้น
ชาวนาจึงเสนอให้โรงสีนอกพื้นที่ข้ามเขตมาเปิดจุดรับจำนำข้าวได้ เพื่อชาวนาที่จะมีทางเลือก โดยเฉพาะโรงสีจาก จ.นครปฐม ที่มีศักยภาพในการรับซื้อ
กลุ่มเกษตรกรทำนา จ.กาญจนบุรี ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ระดับจังหวัดฯ ได้มีการเปิดประชุมคณะอนุกรรมการด่วนที่สุด เพื่อระงับความเดือดร้อน
หากยังไม่ได้รับความชัดเจน ชาวนาจะเคลื่อนไหวรวมตัวกันเพื่อไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่ออธิบดีกรมการค้าภายใน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อไป
นี่แหละ คือผลจากนโยบายการรับจำนำข้าวที่ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงมากมาย และที่สำคัญก็คือชาวนาตัวจริงไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เห็นแล้วปวดใจ เสียดายเงินภาษีที่เอาไปถลุง







