
วางเดิมพัน
ประเด็นที่กลายเป็นปมร้อนก็คือการขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาท ในอีก 70 จังหวัดที่เหลือให้ครบทั้งประเทศ ในวันที่ 1 ม.ค.นี้
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ประเด็นที่กลายเป็นปมร้อนก็คือการขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาท ในอีก 70 จังหวัดที่เหลือให้ครบทั้งประเทศ ในวันที่ 1 ม.ค.นี้
แต่บรรดาผู้ประกอบการในต่างจังหวัดชักธงโวยขึ้นมา ขืนขึ้นค่าแรงอีแบบนี้ มีหวังตายแน่
ธุรกิจที่จะตายก็คือผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก
ปีนี้ ธุรกิจต่างจังหวัดขึ้นค่าแรงไปแล้ว 40% และปีหน้าต้องปรับให้อยู่ที่ 300 บาทเท่ากันหมด
คิดหยาบๆ อัตราค่าจ้างที่ต้องขยับในปีหน้าก็อยู่ระหว่าง 10-40% กลายเป็นต้นทุนที่ต้องนำไปคิดรวมกับการผลิตสินค้า
แม้รัฐบาลบอกว่าจะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาเป็นการชดเชย แต่บางธุรกิจลำพังจะเอาให้รอดก็ลำบาก ภาษีแทบยังไม่มีปัญญาเสีย การลดภาษีจึงไม่ช่วย
ประเด็นสำคัญก็คือ การขึ้นค่าแรงใครถูกใครผิด
รัฐบาลมองว่า สภาพปัจจุบันแรงงานถึงขั้นขาดแคลน อัตราการว่างงานน้อยเต็มทน พื้นฐานเศรษฐกิจสามารถรองรับค่าแรง 300 บาทได้แน่นอน จึงไม่น่าจะมีปัญหา
แต่ภาคเอกชนมองว่า การขึ้นค่าแรงจะทำให้แบกต้นทุนไม่ไหว และถึงขั้นต้องปิดกิจการ
หากรัฐบาลยืนกรานจะขึ้นค่าแรงต่อ เอกชนมีทางเลือกไม่มากนักในการปรับตัว
อย่างแรก ใครทนไม่ไหวก็ต้องย้ายโรงงานไปอยู่ลาว พม่า อุตสาหกรรมใดแข่งขันไม่ได้ก็ไม่สมควรอยู่บนแผ่นดินไทย เหมือนที่รัฐบาลต้องการประมาณนั้น
หากไม่ย้ายโรงงานก็ต้องปรับกระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า
ถ้าทำแล้วยังแก้ไขไม่ได้ก็ต้อง ลดคน หรือไม่ก็ปิดตัวไป
โอกาสมีแค่ช่วง 2 เดือนต่อจากนี้ หากใครอยู่ก็แสดงว่าจะสู้ต่อ แต่หากไม่ไหวก็จะมีการลดคน หรือปิดกิจการกันไปก่อน เพื่อหนีค่าจ้างอัตราใหม่
เรียกได้ว่าเป็นการเดิมพันความเชื่อใครถูกใครผิด
ที่น่าเหนื่อยใจก็คือ การที่เอาอนาคตประเทศเป็นเดิมพันเสียนี่







