
สนิมในแบงก์ชาติ
น่าจับตาอย่างยิ่ง สำหรับความคุกรุ่นที่เกิดขึ้นในธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
น่าจับตาอย่างยิ่ง สำหรับความคุกรุ่นที่เกิดขึ้นในธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารชาติ
ทั้งหมดมาจากการที่ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารชาติ กล่าวปาฐกถา ว่า แบงก์ชาติจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดการทำงานเสียใหม่ในเรื่องการใช้กรอบเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) โดยแบงก์ชาติต้องหันไปดูแลด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทำเงินบาทให้อ่อน เพื่อเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่าการดูแลเงินเฟ้อ
วีรพงษ์ยังบอกอีกจากการพูดคุยกับ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะกรอบเงินเฟ้อใช้ไม่ได้แล้ว
นี่แหละ จึงกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งยุค เมื่อประธานแบงก์ชาติลุกขึ้นมาถลุงองค์กรของตัวเอง
สาเหตุเนื่องจากหน้าที่ของแบงก์ชาติคือการดูแลเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงิน โดยเครื่องมือสำคัญ 3 ประการ คือ อัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย และปริมาณเงิน
ในแต่ละปีแบงก์ชาติจะมีการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เพื่อดูแลเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
แต่แล้ว ประธานแบงก์ชาติอย่างวีรพงษ์ ก็ออกมาถล่มเสียจังหนับว่า สิ่งที่แบงก์ชาติทำอยู่ต้องเลิกได้
และคงไม่น่าแปลกใจ เพราะก่อนที่จะเป็นประธานแบงก์ชาติ วีรพงษ์ก็ใช้วาจาเล่นงานชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยวีรพงษ์ต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อน ดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งหมด สอดประสานกับความต้องการของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่พูดในทิศทางเดียวกับวีรพงษ์ ราวกับคอหอย ลูกกระเดือก
เมื่อวีรพงษ์ ถูกส่งมาจากการเมืองให้เข้ามาในแบงก์ชาติ ก็สำแดงเดชอย่างที่เห็น
แต่เป้าหมายของวีรพงษ์คงไม่ง่าย เพราะล่าสุด อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่าง ธาริษา วัฒนเกส ออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะการพูดของวีรพงษ์ส่วนใหญ่เป็นมุมมองทางการเมือง
นอกจากนั้นยังมีการถามไปยัง ไอเอ็มเอฟ ได้พูดจากับวีรพงษ์ถึงความไม่เหมาะสมของนโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อจริงหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้พูดเช่นนั้น และได้มีการทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการด้วย
มหกรรมหน้าแตกจึงบังเกิดขึ้นก่อนลมหนาวจะมาเสียอีก
แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ก็คือกลเกมในแบงก์ชาติ ที่เหมือนกำลังถูกกดดันให้แปรเปลี่ยนนโยบายการเงินที่เน้นเสถียรภาพ ก็ต้องการให้สนองตอบต่อนโยบายประชานิยม เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เดินตามรอยนโยบายการคลัง ที่ละเลงอย่างเมามันไปเรียบร้อย
บ้านนี้เมืองนี้ จึงยิ่งน่าห่วงเสียจริง







