
เงาสะท้อนเกมกีฬา
จบลงไปแล้ว สำหรับโอลิมปิก มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดของมวลมนุษยชาติ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
จบลงไปแล้ว สำหรับโอลิมปิก มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดของมวลมนุษยชาติ
สิ่งที่น่าสังเกตจากโอลิมปิกครั้งนี้คือการขับเคี่ยวกับระหว่าง 2 มหาอำนาจแห่งโลก นั่นคือ จีน และ สหรัฐอเมริกา
ช่วงแรกของโอลิมปิก จีน เป็นผู้นำครองเหรียญทอง แต่ต่อมาสหรัฐก็แซงหน้า โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่กีฬาลู่ ลาน สระ และทีม ฯลฯ ที่ตัวเองถนัด แซงโค้งเป็นเจ้าเหรียญทอง
โอลิมปิกจึงไม่ใช่แค่เป็นเฉพาะเกมกีฬา แต่แสดงถึงภาวะการขับเคี่ยวของ 2 มหาอำนาจระหว่างพญามังกรกับพญาอินทรีในโลกปัจจุบัน
กลไกสำคัญของ 2 ประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสหรัฐมีทุนนิยมเป็นแรงขับเคลื่อนทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการกีฬา ที่นักกีฬาเหรียญทอง ผลตอบแทนก้อนโตจะมาจากทุนหรือกลไกทางธุรกิจ
ขณะที่จีนใช้การเมืองเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ซึ่งนักกีฬาที่ได้เหรียญทองจะได้รับรางวัลจากรัฐบาลจีนโดยตรง ไม่ใช่จากแวดวงของทุนหรือธุรกิจ
จริงอยู่ แม้ในขณะนี้สหรัฐครองความเป็นเจ้าโลก แต่จีนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในทุกๆ ด้าน
และในเวลาอีกไม่นานนัก มีการทำนายว่า จีน จะแซงหน้าสหรัฐขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ในโลก
การแข่งขันโอลิมปิกจึงเป็นอีกหนึ่งสนามการประชันกันระหว่างมหาอำนาจของโลกในเวทีที่มีกีฬา เหรียญรางวัล ความสมหวัง ผิดหวัง เป็นสัญลักษณ์
และน่าแปลกตรงที่อันดับเหรียญทองโอลิมปิกก็ช่างสอดคล้องกับสภาพของการจับขั้วอำนาจในโลกอีกเช่นกัน
นอกจากสหรัฐและจีน ที่เป็นมหาอำนาจอันดับ 1-2 แล้ว ประเทศที่ได้เหรียญทองมากเป็นอันดับ 3 คือ สหราชอาณาจักร และอันดับ 4 เป็นรัสเซีย
มหาอำนาจเหล่านี้ดูเหมือนแบ่งแยกขั้วโดยไม่ต้องประกาศ โดยอังกฤษถือเป็นคู่หูของสหรัฐมาตลอด นับตั้งแต่สงครามอิรักเป็นต้นมา ขณะที่รัสเซียเหมือนกับยืนเข้าข้างจีนเพื่อคานดุลอำนาจกับมหาอำนาจตะวันตก
โลกกีฬากับโลกการเมืองจึงทำท่าจะแยกกันไม่ออก
และถ้าใช้กีฬามาเทียบ โอลิมปิกที่ปิดฉากไป ไทยเราโน้นนน อยู่อันดับใกล้ๆ ที่ 60 โดยการจัดทัพนักกีฬาแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอย่างถึงที่สุด มันก็คือภาพสะท้อนของการบริหารบ้านเมืองที่สุดแสนจะสับสนวุ่นอยู่ในขณะนี้
เห็นแล้วก็มองอนาคตได้ว่า ต่อไปเราจะเป็นอย่างไร







