posttoday
เมืองน่าเที่ยว

เมืองน่าเที่ยว

24 กรกฎาคม 2555

ปลาบปลื้มตื้นตันอย่างหาที่สุดมิได้ กับรางวัลเกียรติยศ “เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก” 3 ปีซ้อน

โดย...แม่ไม้มวยวัด

ปลาบปลื้มตื้นตันอย่างหาที่สุดมิได้ กับรางวัลเกียรติยศ “เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก” 3 ปีซ้อน หรือถ้าจะโม้ให้ครบเครื่องก็ต้องบอกว่า เมือง กทม.ครองแชมป์ประเภทนี้มาแล้วถึง 4 สมัย

รางวัลนี้มีเจ้าภาพหลักคือ นิตยสารทราเวล แอนด์เลชเชอร์ (Travel & Leisure) นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ถูกระบุสรรพคุณว่าได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐ ซึ่งได้ทำการแจกแบบสอบถามให้กับผู้อ่านเพื่อร่วมโหวตกันทุกปี

ผลปรากฏว่า ชาวโลกพร้อมใจกันโหวตให้เมือง กทม. ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2551 (เว้นปี 2552) 2553, 2554 และ 2555 สร้างความตื่นตะลึงพรึงเพริดให้กับชาว กทม.อย่างยิ่ง

ปีนี้ กทม.กวาดไป 89.87 คะแนน เฉือนคู่แข่งอันดับ 2 อย่างเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ที่ได้ไป 89.14 คะแนน และอันดับ 3 กรุงอิสตันบูล ตุรกี 89.11 คะแนน ยังไม่นับนานาอารยประเทศที่ถูกเขี่ยกระเด็นตกอันดับ

นิตยสารของสหรัฐระบุว่า จุดเด่นสำคัญที่ทำให้เมือง กทม.ได้รับรางวัลคือ ความเป็นมิตรของผู้คน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ร้านอาหารริมทางที่สามารถรับประทานได้ทุกที่ และความคุ้มค่าของเงินในการท่องเที่ยวเรียกได้ว่า ของถูกและดี ล้วนหาได้ที่เมืองสวรรค์แห่งนี้นี่เอง

ในสายตาฝรั่งตาน้ำข้าวอาจมองเห็นเมืองกรุงเป็นเมืองสวรรค์ของการถลุงเงิน ตักตวงความสุขได้เต็มพิกัด ปลดปล่อยอิสระได้อย่างเต็มที่

แต่สำหรับคนไทยตาดำๆ ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เบื้องหลังความน่าตื่นตาตื่นใจของเมืองบางกอก ยังคงซุกซ่อนไปด้วยสารพัดปัญหา ถึงขนาด “ไอ้ขวัญของอีเรียม”ยังต้องซมซานมาแล้ว

แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหัวหอกสำคัญในการโกยเงินจากต่างชาติ แต่ก็เป็นเพียงภาคส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ โดยไม่อาจละเลยที่จะพูดถึงภาคสังคมสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ที่สมควรต้องได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน

ปัญหาหมักหมมที่คนกรุงรู้ซึ้งเป็นอย่างดี และไม่มีทีท่าว่าจะมีผู้นำคนไหนจัดการแก้ไขได้เลยก็คือ การจราจรติดขัด การจัดระเบียบสังคม หาบเร่แผงลอย การจัดการขยะ ลำคลองเน่าเหม็น และความไม่ปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นปัญหาประเภท “รูทีน” ที่หน่วยงานท้องถิ่นต้องคอยเก็บกวาด

นอกจากนี้ ยังไม่นับถึงมิติของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมหรือการถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ศึกษาวิจัยพบว่า ประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐในชุมชนต่างๆ การไร้อำนาจต่อรอง ทำให้ขาดความพร้อมในการพัฒนาและบั่นทอนความเข้มแข็งของชุมชน

สะท้อนได้จากภาพของชุมชนแออัดที่กระจัดกระจายอยู่กว่า 500 แห่ง ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต กลายเป็นศูนย์รวมยาเสพติดและธุรกิจมืด ขณะที่ “สลัมคลองเตย” ก็ขยายตัวเป็นสลัมขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ซึ่งมีคุณภาพชีวิตตกต่ำสวนทางกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง

จริงอยู่ที่ว่าเราจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ แต่เนื้อในของปัญหาก็ไม่อาจซุกไว้ใต้พรม

อีกไม่ถึงครึ่งปีชาว กทม.ก็จะได้เลือกตั้งพ่อเมืองคนใหม่ อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้คนกรุงได้แสดงพลังในการตัดสินใจ

ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งสติก่อนหย่อนบัตร และหวังว่าจะมีตัวเลือกที่น่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค