
ของแพง-ของจริง
อย่างไรเสีย ปีนี้ต้องประสบปัญหาของแพง จะแก้อย่างไรก็คงจะเหนื่อยหนัก
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
อย่างไรเสีย ปีนี้ต้องประสบปัญหาของแพง จะแก้อย่างไรก็คงจะเหนื่อยหนัก
สาเหตุเพราะมันมีปัจจัยทำให้ของแพงหลายประการ โดยอย่าไปโทษน้องน้ำให้เป็นบาปกรรมเลย
เริ่มจากต่างประเทศ การที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา รวมไปถึง ประชาคมยุโรป (อียู) แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเม็ดเงิน หรือเรียกง่ายๆ ว่าพิมพ์แบงก์ออกมามากขึ้น ก็ย่อมทำให้ของแพง เพราะเงินพวกนี้ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นโลกและเป็นเงินร้อน ไหลเวียนออกมาเข้าสู่การเก็งกำไรในรูปแบบต่างๆ
สินค้าที่ถูกเก็งกำไรเอามากๆ ในขณะนี้ คือน้ำมัน เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญคือการเมืองโลกที่ร้อนขึ้นจากปัญหาอิหร่าน
เมื่อน้ำมันแพง ก็ย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็ยิ่งทวีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
หันมาในประเทศ มีปัจจัยทำให้ราคาสินค้าขยับ
ปฏิเสธไม่ได้หรอก ประเด็นสำคัญมาจากนโยบายรัฐบาล
ตั้งแต่ต้นปีมีการปรับเงินเดือนขั้นต่ำข้าราชการเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ทำให้สินค้าขยับพรวดไปรอรับเงินเดือนใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับต้นทุนการผลิตสินค้าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่เป็นจิตวิทยาตลาดที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการปรับเงินเดือนข้าราชการ
เชื่อไม่เชื่อไปดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังก็ได้ มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง
ในเดือน เม.ย.นี้ จะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ก็ยิ่งจะทำให้ของแพงขึ้นอีก เพราะค่าจ้างขั้นต่ำ คือต้นทุนการผลิตสินค้าโดยตรง
ใครที่บอกว่า การปรับค่าจ้าง ไม่เกี่ยวกับการทำให้ราคาสินค้าขยับคงจะมีปัญหา และคอยดูกันต่อไปเถอะ อาหารสำเร็จรูปจะปรับราคาอีก เพราะค่าแรงคือต้นทุนโดยตรง
นอกจากนั้น การดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล ยังเป็นตัวกดดันทำให้ของแพง โดยเฉพาะการตั้งงบประมาณขาดดุลในปีงบประมาณ 2546 จำนวน 3 แสนล้านบาท และการที่จะกู้เงินมหาศาลอีก 4 แสนล้านบาท
เพราะเงินที่รัฐบาลจะใช้จ่าย จะเพิ่มปริมาณเงินในท้องตลาด เมื่อเงินมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือเงินเฟ้อ เนื่องจากมีเงินมากไป อาการไม่ต่างจากท้องเฟ้อที่เกิดจากการกินมากไป
ดังนั้น การแก้ปัญหาของแพง จะไปคุมปัจจัยภายนอกประเทศก็ไม่ได้ ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ก็เป็นนโยบายประชานิยมสมยอมของรัฐบาลที่ไม่ถอยแน่ๆ
หนทางที่จะแก้ปัญหาของแพง ต้องทำกลับข้างกับที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปูไม่เอา แน่นอน
ชาวบ้านก็ต้องหน้าเขียว หน้าเหลือง จุกจนพูดไม่ออกต่อไป







