
เหนื่อยใจจริงๆ
คงโทษใครไม่ได้เสียแล้ว เมื่อไทยถูกขึ้นบัญชีดำที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศ
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
คงโทษใครไม่ได้เสียแล้ว เมื่อไทยถูกขึ้นบัญชีดำที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการสกัดการฟอกเงินและให้การสนับสนุนการก่อการร้าย
ภาพพจน์ไทยไปอยู่ระดับเดียวกับกานา แทนซาเนีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย
ผลกระทบที่ตามมาก็คือ การทำธุรกรรมกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
แนวโน้มว่าไทยจะถูกขึ้นบัญชีดำเป็นประเทศเฝ้าระวังจากการฟอกเงิน ถูกส่งสัญญาณมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 20 ประเทศ (G20) ณ กรุงวอชิงตัน กรุงลอนดอน และนครพิตส์เบิร์ก
ที่ประชุมมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ออกข้อเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มมาตรการบรรษัทภิบาลของภาคการเงิน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
กระบวนการทั้งหมดได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force on Money Laundering – FATF และ International Cooperation Review Group – ICRG ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการก่อการร้าย
ผลการประเมินตั้งแต่ปี 2552 ระบุว่า ไทยมีข้อบกพร่องด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้แก้ไขข้อบกพร่องตามผลการประเมิน
แต่สำหรับสัญญาณสุดท้ายก็คือ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2554 ประธาน FATF มีหนังสือถึง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่า ไทยมีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT)
หนังสือฉบับนั้นระบุชัดขอให้ไทยแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่อง 3 เรื่อง
1.แก้ไขกฎหมายกำหนดให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นความผิดอาญาอย่างครบถ้วน
2.ตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของผู้ก่อการร้าย
และ 3.ปรับปรุงการกำกับดูแลสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ เกี่ยวกับด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ให้มีประสิทธิภาพ
แต่เรื่องทั้งหมด เงียบหาย ไม่หือ ไม่อือ หรือแสดงว่าจะเอาอยู่แม้แต่น้อย
ที่น่าเจ็บใจมากไปกว่านั้นก็คือ ก่อนที่จะโดนขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ ภาคเอกชนรวมตัวกันเป็นหัวหอกเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจในเรื่องดังกล่าว
แต่สุดท้ายไม่มีสัญญาณตอบรับ เหมือนกับการสีซอในสายลม
งานนี้คงพูดแค่ว่าเหนื่อยใจไม่ได้เสียแล้ว
ประโยคที่น่าพูดมากกว่าก็คือ มันเหนื่อยใจจริงๆ โว้ย







