
ถีบคนจมน้ำ
เท่าที่พยายามติดตามมหกรรม “ทัวร์นกขมิ้น” หรือใครจะเรียกว่า “ทัวร์นกแก้ว”
โดย..แม่ไม้มวยวัด
เท่าที่พยายามติดตามมหกรรม “ทัวร์นกขมิ้น” หรือใครจะเรียกว่า “ทัวร์นกแก้ว” อะไรยังไงก็ตามแต่ สารภาพตามตรงว่า ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ได้พยายามควานหาสาระสำคัญของภารกิจครั้งนี้ แต่ก็ไม่พบแก่นสารอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน
แม้ท่านนายกฯ จะยอมสละเวลา ละทิ้ง หลุยส์ วิตตอง เอาหน้าใสๆ ไปตากแดดตากลม เพื่อไปตรวจสถานการณ์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ทุกอย่างก็หมดเปลืองเวลาไปกับภารกิจที่ไม่เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นเพียงการเก็บกวาดงานเก่าๆ ที่ถูกอุทกภัยถล่มเมื่อครั้งก่อน
เท่าที่ดูแล้วก็แค่เป็นการขันนอตผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด เป็นต้นว่า การเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำที่เสียหาย การเร่งทำเขื่อนกั้นน้ำในพื้นที่ที่ยังฟันหลอ การขุดลอกคูคลอง เก็บผักตบชวา ฟื้นฟูโบราณสถาน ซึ่งก็เป็นงานประจำที่หน่วยงานท้องถิ่นเขาทำอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าทึ่งในวิสัยทัศน์หรือความสามารถของนายกฯ แต่อย่างใด
เป้าหมายเดียวที่นายกฯ และชาวคณะตะลอนทัวร์เน้นย้ำมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องมาตรการป้องกันผลกระทบต่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ถึงขั้นต้องระดมทรัพยากรและงบประมาณมหาศาลวางระบบป้องกันน้ำท่วม จนต้องออก “พ.ร.ก.กู้เงินเร่งด่วน” ฟื้นฟูประเทศไทย 3.5 หมื่นล้าน หวังเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน เอาใจกันแบบสุดๆ
ถัดมาอีกเรื่องก็คือ แนวคิดของชาวคณะ กยน. ที่จะผุดเขื่อนรับน้ำ 5 แห่ง หวังใจว่าจะเก็บกักน้ำได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้จะสร้างเสร็จก่อนโลกจะแตกหรือไม่ และถ้าสร้างเสร็จแล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือ เพราะป่าต้นน้ำอาจจมอยู่ใต้ท้องเขื่อนหมด ไม่หลงเหลือ “ฟองน้ำธรรมชาติ” ไว้ซับน้ำอีกต่อไป
ส่วนอีกเรื่องที่พูดกันมากก็คือ การหาพื้นที่แก้มลิงรับน้ำ ที่รัฐอ้างว่าได้สำรวจรวบรวมแล้วกว่า 1 ล้านไร่ รับน้ำได้ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ 8 จังหวัดลุ่มน้ำภาคกลาง ทั้งสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก สระบุรี และลพบุรี
ทัวร์นกขมิ้นของนายกฯ ปู งวดนี้ จึงเน้นการเรียกร้องความสงสาร ขอให้ชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำยอม “เสียสละ” โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา
แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการ “เยียวยา” หรือตัวเลขเงินชดเชยที่รัฐต้องจ่ายให้กับภาคเกษตรกรรมจะสมน้ำสมเนื้อหรือไม่อย่างไร กับการที่ต้องสละพื้นที่ทำมาหากิน ถึงขั้นอาจสูญเสียอาชีพแบบถาวร เพื่อให้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและคนในเมืองรอดพ้นจากการจมน้ำ
แตกต่างลิบลับกับภาคอุตสาหกรรมที่รัฐเคาะตัวเลขเสร็จสรรพ ประเคนงบประมาณใส่พานให้แบบฉับพลันทันด่วน
เวลานี้เกษตรกรตาดำๆ ที่เคยถูกน้ำท่วมมิดศีรษะและเพิ่งโผล่ขึ้นมาหายใจได้มาไม่นาน หัวใจยังตุ๊มๆ ต้อมๆ อยู่ว่าน้ำท่วมปีนี้จะทำมาหากินยังไง
ซ้ำร้ายยังต้องนอนขวัญผวาว่าจะโดนยึดที่นาไปเป็นทุ่งรับน้ำหรือเปล่า
รัฐบาลเพื่อไทยที่อ้างว่าได้รับฉันทามติจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับไม่รู้จักคำว่า “นโยบายสาธารณะ” ที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบควรต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมตัวเอง
หาไม่แล้ว...ก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเผด็จการ







