
ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง
การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในยามนี้เห็นแล้วถึงกับอึ้ง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในยามนี้เห็นแล้วถึงกับอึ้ง
นับตั้งแต่การออก พ.ร.ก.หนี้ 4 ฉบับ โดยอีก 2 ฉบับต้องรอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ระหว่างที่รอก็ได้มีการเรียกประชุมเตรียมพร้อม หากร่าง พ.ร.ก.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่หารือกันก็คือการเก็บเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าต๋งจากเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ดอกเบี้ย กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
หนี้ที่ว่าเดิมทีเป็นของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องการเงินไปลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วมและปรับโครงสร้างประเทศ จึงต้องโยกหนี้ออกไป
ผลสรุปก็คือจะมีการเรียกเก็บค่าต๋ง 0.47% ในทุกบัญชีเงินฝาก ใครฝากเงินไว้โดนเรียกเก็บแน่นอน
นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ต้องพูดเกิดขึ้นอีกก็คือ โดยเดิมทีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่ถูกเรียกเก็บค่าต๋ง ทว่าต่อไปก็ต้องโดนด้วย
แต่เงินที่เก็บจะไม่ได้เอาไปใช้หนี้ โดยจะเอาไปตั้งเป็นกองทุนพัฒนาประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้เงินปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท
นี่แหละเป็นประเด็น
นับตั้งแต่การบริการจัดการกองทุนจะเป็นอย่างไร หากอยู่ในระบบงบประมาณก็ไม่เท่าไร เพราะผ่านระบบการตรวจสอบที่มีอยู่ แต่หากอยู่นอกงบประมาณก็เป็นเรื่องชอบกล
และที่สำคัญสุด อย่าลืมว่าการออก พ.ร.ก.หนี้ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินไปจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ แต่ไปๆ มาๆ กลับเล็ดลอดไปตั้งเป็นอีกกองทุนที่ไม่เกี่ยวกับการจ่ายหนี้
คำถามก็คือมันขัดหรือแย้ง หรือกระทำเกินกว่าอำนาจ หรือเกินวัตถุประสงค์ในการตรา พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการออก พ.ร.ก.เพื่อเก็บเงินใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ และส่งเงินเข้าบัญชีสะสมเท่านั้น
แต่ไปๆ มาๆ รัฐบาลกลับผุดตั้งกองทุนพัฒนาประเทศขึ้นอีก
งานนี้เลยเหมือนยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งเพิ่มภาระมากขึ้นอีก
ขึ้นต้น ลงท้ายเลยบานปลายอย่างที่เห็น







