ปลัดพชร

วันที่ 30 ม.ค. 2555 เวลา 07:23 น.
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

บ้านเมืองสูญเสียบุคคลที่มีความรู้และได้รับการยกย่องในความซื่อสัตย์สุจริต นั่นคือ ปลัดพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์

ปลัดพชรเป็นข้าราชการที่มีความสามารถอย่างยิ่ง เป็นอธิบดีกรมเศรษฐสัมพันธ์ขณะที่อายุแค่ 37 ปี เมื่อปี 2513 และอีก 16 ปีต่อมาก็เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2529

ปลัดพชรสร้างผลงานต่างๆ มากมาย แต่ที่โดดเด่นอย่างมากคือการปรับโครงสร้างการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดเขตการค้าเสรีอาเซียน

เดิมทีการส่งออกของไทยพึ่งพาเพียง 3 ตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ส่วนอาเซียนมีปริมาณการค้าไม่มากนัก

เพราะอาเซียนเกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมือง โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจมีเพียงเล็กน้อย เช่นการลดภาษีระหว่างกันในสินค้าไม่กี่รายการ แต่สินค้าหลักๆ ชาติอาเซียนไม่ยอมเปิดตลาด มีกำแพงภาษีกั้นเอาไว้ ทำให้ตลาดอาเซียนหดแคบ

ปลัดพชรเป็นผู้ริเริ่มโดยผลักดันในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน ให้เริ่มเจรจาก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน

หัวใจสำคัญของเขตการค้าเสรีที่วางไว้ ไม่ใช่เริ่มจากการค้า แต่ต้องเริ่มจากการลงทุน ภายใต้แนวคิดที่ว่า ไม่ว่าจะผลิตสินค้าในประเทศใด จะสามารถส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนได้อย่างสะดวกในอัตราภาษีต่ำ

ยุทธศาสตร์เช่นนี้จะทำให้ตลาดของทุกประเทศใหญ่ขึ้น เท่ากับขนาดอาเซียนทุกประเทศรวมกัน เพื่อดึงดูดการลงทุน

แนวทางการดำเนินงาน คือ การเริ่มต้นเจรจาให้ทุกชาติอาเซียนเห็นด้วย และลดภาษีสินค้าที่กำหนดลงมา เพื่อให้เกิดการไหลเวียนส่งของสินค้าสร้างตลาดอาเซียนขึ้นมาร่วมกัน

ผลของการผลักดันครั้งนั้นเป็นที่มาของการลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ในระดับผู้นำอาเซียน

หลังจากเกิดเขตการค้าเสรีอาเซียน โครงสร้างการส่งออกของไทยก็เปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดอาเซียนกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1

ขณะเดียวกันมีการเคลื่อนย้ายการลงทุนมหาศาลมายังอาเซียนและไทย อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

ต่อมาเขตการค้าเสรีอาเซียนได้พัฒนาเป็นประชาคมอาเซียนนั่นเอง

ทั้งหมดคือสิ่งที่ริเริ่ม ผลักดันจากปลัดพชร ข้าราชการผู้ทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด

และอีกหนึ่งในผลงานของปลัดพชรก็คือ การนำไทยเข้าสู่เวทีการเจรจาการค้าโลก โดยเมื่อ 20 ปีเศษ ไทยถูกกดดันจากมหาอำนาจ ด้วยกฎหมายต่างๆ อาทิ กฎหมาย 301 ของสหรัฐ

ปลัดพชรเป็นผู้ผลักดันให้เห็นความสำคัญการเจรจาหลายฝ่ายของแกตต์ (GATT) เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจากับมหาอำนาจ ซึ่งต่อมาแกตต์ก็แปรสภาพกลายเป็นองค์การการค้าโลก (WTO)

ยุคนั้น ปลัดพชรเสริมสร้างบุคลากร ใหม่ๆ มากมาย พร้อมกับการจัดตั้งหน่วยงานอย่างกรมเจรจาการค้า และกรมทรัพย์สินทางปัญญา รองรับเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่

ปลัดพชรยังขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นข้าราชการมือสะอาด ไม่ยินยอมสิ่งที่ไม่ถูกต้องจากการเมือง

สิ่งที่ปลัดพชรมักจะพูดก็คือคำว่า I owe allegiance to no one but my country and king. หรือตรงกับสุภาษิตของสุนทรภู่ ว่า รับใช้เจ้าจนตาย รับใช้นายแต่พอควร

ปลัดพชรลาออกจากราชการในปี 2537 ใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยความภาคภูมิใจในการธำรงเกียรติยศแห่งราชสกุล อิศรเสนา ณ อยุธยา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาปลัดพชรจากไปอย่างสงบ เหลือไว้แต่คุณความดีและผลงานที่ประจักษ์ต่อแผ่นดิน