
ข่าวดี-ข่าวร้าย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในหลายพื้นที่โดยเฉพาะแถบทิศเหนือลดลง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในหลายพื้นที่โดยเฉพาะแถบทิศเหนือลดลง เนื่องมาจากการวางถุงทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ็ก สกัดกั้นน้ำที่ไหลบ่าลงมา
นอกจากนั้นคลองบางซื่อยังกลายเป็นปราการสำคัญในการสูบน้ำ สกัดไม่ให้น้ำเหนือไหลเข้ามายัง กทม.ชั้นใน
หลายพื้นที่จึงเริ่มมีความหวัง เพราะถนนเส้นทางหลักๆ อาทิ ถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน รัชโยธิน สายไหม ฯลฯ ปริมาณน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนพื้นที่ใดใน กทม.ชั้นในที่น้ำไม่ท่วมก็เริ่มหายใจคล่องคอ เพราะมีโอกาสจะรอดพ้นจากการเยือนของน้ำ
ที่สำคัญ 2 นิคมอุตสาหกรรมสำคัญคือ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังก็มีโอกาสที่จะสู้กับน้ำได้สำเร็จ
ส่วนพื้นที่ใดที่น้ำท่วมขังอยู่ก็คงต้องใช้เวลาแตกต่างกัน แต่เฉลี่ยก็คือ 1 เดือน หลังน้ำท่วมก็มีโอกาสที่น้ำจะลดลง
อย่างไรก็ตาม แม้น้ำในบางพื้นที่จะลด แต่ทว่าบางพื้นที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.ฝั่งตะวันตก และที่กำลังประสบปัญหาคือ แถบย่านบางบอน บางขุนเทียน โดยมีถนนสายหลักคือ ถนนพระราม 2
และแน่นอน ต่อไปต้องไปท่วมท้นพื้นที่สมุทรสาครก่อนออกทะเล
วิกฤตน้ำครั้งนี้ หากพูดไปแล้วต้องบอกว่ายังไม่ยุติ เพียงแต่มีข่าวดีน้ำจะไม่ไหลทะลักจนรับมือไม่ได้เหมือนเก่า
จุดเริ่มต้นที่จะพูดได้ว่า ปัญหาน้ำคลี่ คลายก็คือ น้ำทุ่งที่ไหลบ่าเข้ามายังเมืองหาทางออกทะเลได้ ไม่ว่าจะออกทางระบบชลประทานหรือเพราะการท่วมพื้นที่ต่างๆ จนครบ และหัวน้ำได้ไหลไปลงทะเลนั่นเอง
แต่อีกเช่นกันแม้วิกฤตน้ำจะเริ่มต้นนับถอยหลัง ทว่ายังมีความยากลำบากอื่นๆ กำลังคืบคลานเข้ามา
ปัญหาพื้นฐาน ปัจจัย 4 ที่จำเป็นแก่การดำรงชีพของประชาชน อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพราะหมดตัวไปกับสายน้ำ
และโดยเฉพาะลมหนาวกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ จากปัญหาน้ำ จะกลายเป็นปัญหาหนาวอย่างฉับพลัน
ทั้งหมดยังไม่นับการฟื้นฟูบ้านเมือง การแก้ปัญหาแรงงานจำนวนมากไร้รายได้ การสะสางปัญหาความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
เหล่านี้คือ สิ่งที่กำลังรออยู่
ดังนั้น หมดน้ำแล้วไม่ใช่ว่าปัญหาทั้งหมดจะยุติลง และการจัดการหลังน้ำลด จึงเป็นการชี้ชะตาอย่างแท้จริง
จะอยู่จะไป ก็งวดนี้แหละ







