
หนทางป้องกัน
สถานการณ์น้ำในขณะนี้ต้องถือว่า น่ากลัวอย่างยิ่ง น้ำหลากเข้า กทม.อย่างไม่ลืมหูลืมตา และทำท่าจะจมน้ำกันทั้งเมือง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สถานการณ์น้ำในขณะนี้ต้องถือว่า น่ากลัวอย่างยิ่ง น้ำหลากเข้า กทม.อย่างไม่ลืมหูลืมตา และทำท่าจะจมน้ำกันทั้งเมือง
แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่าน้ำหลาก ก็คือมีหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐบาล และ กทม.ต้องทำ ทว่ากลับไม่ทำ
อย่างแรก ก็คือการสกัดน้ำใน 3 เส้นทางหลัก นั่นคือ วิภาวดีรังสิต พหลโยธิน และแจ้งวัฒนะ
น้ำไหลท่วมทั้งสามเส้นทางเรียบร้อย และน้ำปริมาณมหึมากำลังไหลเข้ามาเรื่อยๆ
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กทม.จะแตก น้ำจะท่วมเข้ามาถึงชั้นใน ระดับน้ำจะสูงถึง 1 เมตร
น้ำจะท่วมโดยผุดขึ้นมาตามท่อ เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ จากนั้นจะท่วมในทุกพื้นที่ โดยจะมีน้ำเหนือไหลเข้ามาสมทบอย่างไม่หยุดยั้ง
หนทางที่จะต้องทำก็คือการสร้างกำแพงกั้นน้ำในถนนทั้งสามแห่งยันน้ำให้อยู่
เมื่อยันน้ำได้แล้ว ก็ต้องไปสร้างกำแพงกั้นอีกครั้ง แต่สร้างเหนือขึ้นไปจากกำแพงเดิม เพื่อทำให้มีกำแพง 2 ชั้น กักน้ำไว้ตรงกลาง จากนั้นก็สูบระบายออกไป
วิธีเช่นนี้จะทำให้มีกำแพงกั้น 2 ชั้น น้ำเข้าทะลุกำแพงชั้นแรก ก็ใช้กำแพงชั้นที่ 2 ยันเอาไว้ และสูบน้ำออกไป
เมื่อปี 2538 คราวเกิดน้ำท่วมใหญ่ กทม.เคยใช้วิธีดังกล่าวเข้ามาจัดการน้ำและสู้ได้สำเร็จ
สำหรับแนวคิดการให้น้ำผ่านวิภาวดีรังสิตเข้ามาใจกลาง กทม.มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะปริมาณการระบายน้ำทำได้น้อย ขณะที่มวลน้ำที่หลากลงมามีมาก จึงจะทำให้เกิดการท่วมทะลัก
แนวคิดนี้ยังถือเป็นของใหม่ จึงน่าจะต้องกลับไปใช้วิธีเดิมที่เคยสู้น้ำและกระทำได้สำเร็จ
ทว่าการจะทำได้หรือไม่ หน่วยงานแรกที่ต้องตอบคือ กทม.ซึ่งรับผิดชอบโดยตรง
ถ้า กทม.ไม่ยอมทำกำแพงกั้นน้ำ ก็ต้องตอบคำถามประชาชนว่า ทำไมถึงไม่ทำ
และหาก กทม.ไม่ทำรัฐบาลก็ต้องหาทางทำ และต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงไม่ทำเช่นกัน
นาทีนี้ ถึงเวลาต้องเลิกทะเลาะกัน เลิกเอาชนะทางการเมือง
บ้านเมืองจะจมน้ำกันทั้งประเทศแล้ว







