
น้ำลด บอนด์ยิลด์พุ่ง! สงครามไม่จบ SET ซึมต่อ แกว่งกรอบ 1,590-1,610 จุด
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน SET แกว่งตัวลงในกรอบ 1,590-1,610 จุด ท่ามกลาง Bond Yield สหรัฐฯ สูงสุดรอบ 20 ปี บวกสงครามดันราคาน้ำมัน สวนทางปัจจัยในประเทศเริ่มผ่อนคลาย เชียร์ซื้อ CPN ธุรกิจได้รับผลกระทบจำกัดจากน้ำท่วมและดอกเบี้ยขาขึ้น ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
KEY
POINTS
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน SET แกว่งตัวลงในกรอบ 1,590-1,610 จุด ท่ามกลาง Bond Yield สหรัฐฯ สูงสุดรอบ 20 ปี
- บวกสงครามดันราคาน้ำมัน สวนทางปัจจัยในประเทศเริ่มผ่อนคลาย
- เชียร์ซื้อ CPN ธุรกิจได้รับผลกระทบจำกัดจากน้ำท่วมและดอกเบี้ยขาขึ้น ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามคาด ปิดลบ 5.26 จุด ที่ระดับ 1,602.37 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5 หมื่นล้านบาท
โดยถูกกระทบจากเหตุน้ำท่วมในกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ซึ่งเป็นไปตามที่คาด
สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 621 ล้านบาท และ 3.9 พันล้านบาทตามลำดับ (ต่างชาติ Short สุทธิ Index Futures บางๆ 2.6 พันสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะยังแกว่ง Sideways to Sideways Down ซึมตัวลงต่อเนื่องในกรอบ 1,590-1,610 จุด โดยประเด็นความเสี่ยงเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่ยังไต่ระดับขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งสินทรัพย์เสี่ยง
รวมถึงทองคำ พัฒนาการของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวก โดยอิหร่านยืนยันว่าจะไม่ผ่อนเงื่อนไขการเจรจา
ขณะที่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับ US$109 ต่อบาร์เรล ก่อนจะชะลอตัวลงเหลือ US$105 ต่อบาร์เรล หลังมีข่าวว่ากาตาร์อาจจัดการเจรจาแยกกันกับฝ่ายอิหร่านและสหรัฐฯเพื่อหาทางออกให้สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
ด้าน Comment ของประธาน Fed สาขาต่างๆรวมถึงคณะกรรมการหลายท่านยังออกมาให้มุมมองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังสูง และ Fed มีแนวโน้มที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ Bond Yield ยังคงไต่ระดับขึ้น
โดยล่าสุดผลตอบแทนอายุ 10 ปีของสหรัฐฯอยู่ที่ราว 5.24% สูงสุดในรอบ 20 ปี โดยสัปดาห์นี้รอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯเดือน ส.ค. และโดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย. ปลายสัปดาห์
ส่วนปัจจัยในประเทศสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายไปมาก คาดกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำกัด ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาตามคาดและการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ทำให้ปัจจัยการเมืองไทยยังคงดูมีเสถียรภาพ
กลยุทธ์ : Barbell พักเงินระยะสั้นใน Commodity-Bank-Defensive // ระยะกลาง-ยาวยัง Rotate หา Value-Domestic Play
หุ้นเด่นเดือน ก.ย : BTG, HANA, ITC, PR9, STA
FSSIA Portfolio: BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA, and TIDLOR
หุ้นเด่นวันนี้
CPN แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 80 บาท ภาพรวมธุรกิจไม่ถูกกระทบอย่างมีนัยยะต่อทั้งเหตุน้ำท่วม รวมถึงความเสี่ยง Bond Yield และดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและมีสัดส่วนเงินกู้ดอกเบี้ยคงที่ราว 60%
การเติบโตระยะยาวยังมั่นคงผ่านการลงทุนห้างใหม่ เพิ่มพื้นที่เช่าสุทธิอีก 5 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) รวมเป็น 2.8 ล้านตร.ม. ในปี 2573 หนุนกำไรปกติทำ New High ต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571
ด้าน Valuation ยังสะท้อนมูลค่าเพียงธุรกิจศูนย์การค้า และเสมือนได้ธุรกิจโรงแรมและที่อยู่อาศัยมาฟรี มองแนวรับ 63.00 - 62.50 บาท แนวต้าน 65 บาท และ 67.25 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) GULF ประกาศเข้าซื้อหุ้น 50% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจาก GUNKUL ประกอบด้วยโครงการโซล่าฟาร์ม 6 โครงการ กำลังผลิตรวม 209.4 เมกะวัตต์ (MW)
และโครงการโรงไฟฟ้าพลังลม 6 โครงการ กำลังผลิตรวม 130 เมกะวัตต์ รวมคิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นของ GULF ที่ 339.5 เมกะวัตต์ หรือราว 3.5% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของทั้งบริษัท
โครงการทั้งหมดมี PPA กับ EGAT 25 ปี บนค่าไฟแบบ FiT มูลค่าการซื้อขายครั้งนี้อยู่ที่ 466 ล้านบาท (คิดเป็น 1.3 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์)
เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าโครงการโซล่าฟาร์มมีต้นทุนลงทุนราว 20-30 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์และให้ EIRR ราว 14-15%
ส่วนโรงไฟฟ้าลมคาดมีต้นทุนลงทุนราว 25-35 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และให้ EIRR ราว 15-18% หากประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกำลังผลิตตามสัดส่วนของ GULF ด้วยวิธี DCF ที่ WACC 5.5% จะมูลค่าโครงการรวม 9.66 พันล้านบาทหรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มราว 0.65 บาท/หุ้นของ GULF ยังแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 76 บาท
(+) SIRI ได้แรงหนุนจากการเปิดโครงการ Burasiri Well Krungthep Kreetha มูลค่า 5.6 พันล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับดีกว่าคาด ขายได้ 16 ยูนิตใน 2 วันแรก หรือ take-up 8%
สะท้อน demand ของผู้ซื้อปลายทางที่ยังแข็งแกร่งในทำเลกรุงเทพกรีฑา Presales ไตรมาส 3/69 คาดอยู่ที่ 9.0 พันล้านบาท ตามเป้าบริษัท หนุนให้งวด 9 เดือนปี69 แตะ 3.01 หมื่นล้านบาท หรือ 73% ของเป้าทั้งปี
ขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) จากยอดโอนคอนโดที่เพิ่มขึ้น และคาด earnings momentum จะเร่งต่อในไตรมาส 4/69 ฝ่ายวิเคราะห์ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ และปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 1.70 บาท
(-) ตลาดดาวโจนส์ปิดลบ โดย Dow Jones ปิดที่ 51,481.51 จุด ลดลง 347.11 จุด หรือ -0.67% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,683.69 จุด ลดลง 59.72 จุด หรือ -0.77% และ Nasdaq ปิดที่ 26,820.38 จุด ลดลง 248.34 จุด หรือ -0.92%
ถูกกดดันจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
(0) ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว โดย STOXX 600 ปิดที่ 638.68 จุด เพิ่มขึ้น 0.03 จุด หรือ +0.00% หลังแรงซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านในอังกฤษช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบในเช้าวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปิดลดลง ขณะที่นักลงทุนยังไม่เห็นสัญญาณความคืบหน้าที่ชัดเจนในการยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน
(+) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยอยู่ที่ 33.62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ Previous ที่ 33.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.11%
(+) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 0.96 ดอลลาร์ หรือ 0.92% ปิดที่ 105.28 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน
อย่างไรก็ดี ราคาลดช่วงบวกหลังมีรายงานว่าผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์อาจจัดการเจรจากับทั้งสองฝ่ายเพื่อหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 152.80 ดอลลาร์ หรือ 3.54% ปิดที่ 4,168.40 ดอลลาร์/ออนซ์ จากความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและหนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก
ขณะที่การแข็งค่าของดอลลาร์และการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม.







