
กบง. ยืดแทรกแซงดีเซล บรรเทาค่าครองชีพ กดดันกำไรกลุ่มโรงกลั่น
กบง. ลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร ถึงสิ้น ต.ค.69 ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โบรกฯ มองเป็น sentiment ลบ กดดันกำไรโรงกลั่น คาด PTTGC กระทบสูงสุด 2.9 พันล้านบาท
KEY
POINTS
- กบง. ขยายเวลามาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพ
- การแทรกแซงราคาดังกล่าวเป็นการดึงส่วนต่างกำไรจากค่าการกลั่น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบและสร้างแรงกดดันต่อผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่น
- นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทโรงกลั่นหลายแห่ง เช่น PTTGC, BCP, TOP, IRPC และ SPRC ในช่วงไตรมาส 3 และ 4
ตามที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ออกประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (B0, B7 และ B20) ลงในอัตราเดิม 2.40 บาทต่อลิตร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.-31 ต.ค.2569
การประกาศครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาลดราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่น โดยนับเป็นครั้งที่ 7 ที่ภาครัฐดึงส่วนต่างกำไรจากกลุ่มโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาค่าครองชีพ ซึ่งถือเป็นการยืดระยะเวลาแทรกแซงราคาออกไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569 จากมาตรการรอบก่อนหน้าที่จะหมดอายุลงในวันที่ 15 ก.ย.2569
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็น sentiment เชิงลบกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น จากการแทรกแซงของภาครัฐ รวมถึงความไม่แน่นอนสูงทั้งกรอบระยะเวลาและตัวเลขการปรับลดค่าการกลั่นที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระยะถัดไป
นอกจากนี้ แนวโน้มค่าการกลั่นที่มีทิศทางอ่อนตัวลงจากไตรมาส 2/2569 ซึ่งปัจจุบันค่าการกลั่นตลาดสิงคโปร์ (อ้างอิง TOP) ไตรมาส 3/2569TD ลดลงมาอยู่ที่16.9 เหรียญฯ/บาร์เรล จาก 21.3 เหรียญฯ/บาร์เรล ในงวดไตรมาส 2/2569 สะท้อนแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มโรงกลั่นในระยะถัดไป
มาตรการรอบใหม่นี้ครอบคลุมระยะเวลา 46 วัน แบ่งเป็น 1) ผลกระทบในไตรมาส 3/2569 จำนวน 15 วัน และ 2) งวดไตรมาส 4/2569 อีก 31 วัน ซึ่งคาดจะส่งผลต่อผลกำไรของกลุ่มโรงกลั่นตามสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซล โดยคาด PTTGC กระทบสูงสุดราว 2.9 พันล้านบาท, BCP ราว 2.19 พันล้านบาท, TOP ราว 2.15 พันล้านบาท, IRPC ราว 1.87 พันล้านบาท และ SPRC ราว 994 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากพิจารณาผลกระทบเฉพาะในงวดไตรมาส 3/2569 พบว่าแรงกดดันต่อกำไรกลุ่มโรงกลั่นมีน้ำหนักที่รุนแรงแรงกว่าไตรมาส 2/2569 โดยคาด PTTGC ได้รับผลกระทบรวมอยู่ที่ราว 5.0 พันล้านบาท โดยเป็นผลกระทบจากมาตรการรอบล่าสุดราว960 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ BCP และ TOP ที่ราว 3.7 พันล้านบาท และ 3.6 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยเป็นผลกระทบจากรอบล่าสุดราว 714 และ 608 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่ IRPC คาดได้รับผลกระทบรวมราว 3.2 พันล้านบาท เป็นผลกระทบจากรอบล่าสุด 714 ล้านบาท และ SPRC คาดได้รับผลกระทบรวมราว 1.7 พันล้านบาท เป็นผลกระทบจากรอบล่าสุด 324 ล้านบาท
ต่อเนื่องในงวดไตรมาส 4/2569 (1-31 ต.ค.) โดย PTTGC คาดจะได้รับผลกระทบราว 2.0 พันล้านบาท, BCP ราว 1.48 พันล้านบาท, TOP ราว 1.45 พันล้านบาท, IRPC ราว 1.26 พันล้านบาท และ SPRC ราว 670 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านนโยบายที่ยังคงจำกัดการฟื้นตัวของกำไรสุทธิในระยะถัดไป
ดังนั้น หากราคาหุ้นปรับฐาน แนะนำเพียงหาจังหวะเข้า Trading ระยะสั้น ตามการไหลเข้าของ Fund Flow ในกลุ่มพลังงานด้วยความระมัดระวัง ซึ่งคาดยังมีแรงหนุนให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นได้เป็นระลอกจากความไม่สงบของสงครามที่ยังคงอยู่







