
ก.ล.ต. เร่งยกระดับตลาดทุนไทย ดัน TISA สปีด IPO จ่อคลอด Tokenized MMF
ก.ล.ต. เดินหน้าขับเคลื่อนตลาดทุนไทย เสริมสร้างความยืดหยุ่น ปรับโครงสร้างการออมผ่าน TISA ลดเวลาพิจารณา IPO ดัน Tokenized MMF พร้อมคุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีภาษี 2570
- ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติหุ้น IPO ให้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาเหลือ 70-100 วัน ดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน
- เตรียมเปิดตัว Tokenized Money Market Fund (MMF) กองแรกของไทยในช่วงปลายเดือนกันยายน เพื่อนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงตลาดทุน
ในยุคที่ปัจจัยภายนอกมีความผันผวนสูง ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวขึ้น และกระแสเทคโนโลยี AI ที่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกกระจุกตัว รวมถึงมาตรฐานและกติกาสากลในด้านสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อ “ตลาดการลงทุนไทย” ในหลายด้าน ทั้งต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและความผันผวนของตลาดการลงทุน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน
ขณะเดียวกัน เป็นโอกาสเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนได้
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงไม่ใช่เพียงแค่การกำกับดูแลหรือบังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่เดิม แต่เป็นการขับเคลื่อน เพื่อปรับปรุงระบบนิเวศ (Ecosystem) ของตลาดทุนไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน
“พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อน ซึ่งได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่น “Resilience” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น “ตลาดการลงทุนไทย” ที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ
ดัน TISA เริ่มปีภาษี 70 ปฏิรูปโครงสร้างการออม
ก.ล.ต. ร่วมกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการออม” ปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “การออม” ไปสู่ “การลงทุนระยะยาว” โดยแนวคิดโครงสร้างบัญชี TISA ประกอบด้วย “1 บัญชี 2 วัตถุประสงค์”
1. เพื่อการเกษียณอายุ รวบรวมผลิตภัณฑ์อย่าง PVD, RMF และกองทุน ESG มาไว้ในวงเงินเดียวกันเพื่อความยืดหยุ่น ผู้ลงทุนสามารถเลือกผสมผสานสินทรัพย์ได้เองตามความเสี่ยงที่รับได้ รับสิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา โดยหวังให้เม็ดเงินเกษียณซึ่งเป็น “เงินคุณภาพ” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในระยะยาวเหมือนในต่างประเทศ
2. เพื่อส่งเสริมการลงทุนสำหรับตนเองและผู้เยาว์ มุ่งเน้นการขยายฐานผู้ลงทุนรายใหม่ จากปัจจุบันที่มีบัญชีลงทุน Active ไม่ถึง 1 ล้านคน รับสิทธิยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ปันผล ดอกเบี้ย เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมมาลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้มากขึ้น
โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้ จะมีผลกับการลงทุนในปีภาษี 2570 เป็นต้นไป
ลดเวลาพิจารณา IPO เหลือ 70-100 วัน ดึงธุรกิจ New Economy
“สุชา บุณยเนตร” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงกระบวนพิจารณาการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ให้มีความกระชับขึ้น โดยได้นำกระบวนการ “Pre-consultation” มาใช้ โดยย้ายขั้นตอนการตรวจสอบประเด็นสำคัญมาไว้ก่อนการยื่นไฟลิ่ง (Pre-filing)
ในขั้นตอนนี้ ทีมจาก ก.ล.ต. จะทำงานร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้สอบบัญชี เพื่อเคลียร์ประเด็นสำคัญล่วงหน้า เช่น โครงสร้างการถือหุ้น รายการระหว่างกันที่อาจขัดแย้งทางผลประโยชน์ และประเด็นด้านงบการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ขั้นตอนหลังการยื่นไฟลิ่งรวดเร็วขึ้น
รวมไปถึง ก.ล.ต. ยังได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการวางกฎเกณฑ์จากเดิมที่บังคับแบบตายตัว (Rigid Rules) มาเป็นแนวทางที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล (More disclosure-based) และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท โดยจะใช้หลักการ (Principle-based) ในเรื่องที่ควรอยู่ในการพิจารณาของบอร์ดบริษัท เช่น กลไกกำกับดูแลบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทต้องกำหนดกลไกเองและเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบ ขณะที่ ก.ล.ต. จะเข้าไปกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัวเฉพาะในกรณีที่มีนัยสำคัญมากเท่านั้น
โดย ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาในการพิจารณา IPO เหลือ 70-100 วัน หรือเฉลี่ย 90 วัน จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 165 วัน ในทางปฏิบัติจริงสามารถทำได้เฉลี่ย 147 วัน
ทั้งนี้ เพื่อทดสอบประสิทธิผลของกระบวนการใหม่ ก.ล.ต. เตรียมเปิดโครงการ Sandbox ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.2569 โดยปัจจุบันมีบริษัทที่แสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว 3 บริษัท ซึ่งหลังจบโครงการจะมีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานที่ยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เข้าสู่ตลาดทุนไทย โดยได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัท New Economy โดยลดข้อจำกัดด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) และประวัติผลการดำเนินงาน (Track Record) พร้อมเพิ่มช่องทางพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
ในมิติของการเพิ่มกิจการที่มีคุณภาพ ก.ล.ต. ยังมุ่งเป้าไปที่การดึงดูดบริษัทต่างประเทศที่มีศักยภาพ (Foreign Listing) รวมถึงบริษัทที่มีคนไทยเป็นผู้ก่อตั้งแต่ออกไปเติบโตในต่างประเทศ ให้กลับมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระดับสากล
เตรียมคลอด Tokenized MMF กองแรกของไทย
“จอมขวัญ คงสกุล” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ให้ข้อมูลความคืบหน้าการผลักดันการนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้ในตลาดทุนไทย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ และการเข้าถึง สำหรับผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
หัวใจสำคัญของ Tokenization คือการทำให้หลักทรัพย์สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้มากขึ้น ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการพัฒนา Stablecoin เพื่อนำมาใช้ในการชำระเงินในรูปแบบของเงินที่เป็นโทเคน (Tokenized Money) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบบ Real-time (Atomic Swap) ลดต้นทุน และเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การจ่ายเงินปันผลเข้าวอลเล็ตของผู้ลงทุนได้โดยตรง หรือการจัดการหลักประกันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
เพื่อให้การทำ Tokenization มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการผลักดัน “กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” เพื่อให้การแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคนมีสถานะทางกฎหมายรองรับตลอดวงจร ตั้งแต่การออกหลักทรัพย์ การฝาก ถอน ไปจนถึงการนำไปจำนำหรือใช้เป็นหลักประกันอย่างน่าเชื่อถือและปลอดภัย
ไฮไลท์สำคัญที่น่าจับตามองคือ ความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต. และภาคเอกชนในการพัฒนา Tokenized Money Market Fund (MMF) กองแรกของไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ โดยถือเป็นหนึ่งใน Use Case แรกที่ ก.ล.ต. พยายามขับเคลื่อนด้วยการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อรองรับการชำระเงินแบบ Real-time
ในอนาคต ก.ล.ต. มีแผนที่จะกำหนดมาตรฐานของโทเคน (Token Standard) เพื่อให้มีฟังก์ชันการโอนหรือระงับการโอนผ่าน Smart Contract ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการสร้างมาตรฐาน Interoperability เพื่อให้โทเคนจากต่างแพลตฟอร์มสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด ไม่เกิดการแยกส่วน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการผลักดัน “ตลาดรอง” เพื่อให้ผู้ลงทุนมีช่องทางในการขายคืน (Exit) หลังจากช่วงการเสนอขาย IPO อีกด้วย
ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะนำโครงการเหล่านี้เข้าสู่ Sandbox เพื่อเรียนรู้และทดสอบการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะออกเกณฑ์กำกับดูแลในระดับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถขยายผล (Scalability) และใช้งานได้จริงทั้งอุตสาหกรรมในอนาคต
ยกระดับมาตรการคุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล สกัดฟอกเงิน-บัญชีม้า
ก.ล.ต. ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางเทคโนโลยีในการฟอกเงินและหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ทางการเงิน พร้อมเน้นย้ำมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนให้เท่าทันมิจฉาชีพ
หลักสำคัญของการยกระดับครั้งนี้ คือกระบวนการ KYC (Know Your Customer), CDD (Customer Due Diligence) และ EDD (Enhanced Due Diligence) ที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้ทำธุรกรรมต้องพิสูจน์ตัวตนได้ว่าเป็นตัวจริง และธุรกรรมที่เกิดขึ้นต้องสอดคล้องกับฐานะทางการเงินและแหล่งที่มาของรายได้ เช่น หากผู้ที่เกษียณอายุแล้วแต่มีรายการซื้อขายหลักล้านบาทต่อเดือน จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึก (EDD) ทันทีว่านำเงินมาจากที่ใด หากพบว่าเป็น “บัญชีม้า” จะถูกปฏิเสธการให้บริการทันที
เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถโอนข้ามพรมแดนได้ง่าย ก.ล.ต. จึงได้นำหลักเกณฑ์ Travel Rule มาใช้เพื่อให้สามารถติดตามร่องรอยการโอนเหรียญ (Trace) จากต้นทางไปยังปลายทางได้ แม้ว่าเหรียญใน Blockchain จะมีความซับซ้อน แต่การใช้เทคโนโลยี Analytic Tools จะช่วยให้ระบุตัวตนของผู้รับและผู้ส่งได้ชัดเจนกว่าเงินสด และสามารถตรวจสอบได้ว่าบัญชีดังกล่าวอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง (Sanction List) หรือไม่
ในส่วนของเหรียญ Stablecoin เช่น USDT และ USDC ก.ล.ต. มีนโยบายให้ใช้เพื่อการลงทุน (On-ramp) เท่านั้น ไม่ควรใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX) โดยมีการจำกัดวงเงินการโอนเข้า-ออก USDT ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง
เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการหลอกลวง ผู้ประกอบการจะต้องจัดให้มีระบบ Liveness Detection (การตรวจจับใบหน้าขณะทำรายการ) เพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่การใช้ AI หรือ Deepfake พร้อมทั้งมีการจัดทำ Customer Profiling เพื่อแบ่งระดับความเสี่ยง หากเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงอาจมีการหน่วงเวลาการถอนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปี 2568 โดยมุ่งเน้นให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจากประสิทธิภาพของมาตรการที่เข้มงวดนี้ ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถปิดบัญชีที่เข้าข่ายบัญชีม้าไปได้แล้วกว่า 60,000 บัญชี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยจะเป็นพื้นที่สำหรับการลงทุนอย่างแท้จริง
ยกเครื่องการบังคับใช้กฎหมาย ทำสถิติเร็วขึ้น
“ธวัชชัย พิทยโสภณ” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า จากที่ ก.ล.ต. ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
สะท้อนจากอายุเคสเฉลี่ย เฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม เช่น การสร้างราคา และการใช้ข้อมูลภายใน ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 2.3 ปี เหลือเพียง 1.5 ปี และอายุเคสที่ใช้เวลานานที่สุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี ในปัจจุบัน
ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายว่าภายในต้นปี 2570 อายุเคสที่นานสุดจะต้องไม่เกิน 2 ปี และอายุเคสเฉลี่ยลดลงเหลือ 1.2 ปี
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ยืนยันว่าแม้จะเน้นความรวดเร็ว แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ครบถ้วน และความธรรมกับทุกฝ่าย โดยจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการภายนอก (ส่งต่อพนักงานสอบสวนหรือใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 69 เคส เป็น 122 เคส ซึ่งเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ยังคงต้องติดตามไปให้ข้อมูลและเบิกความในชั้นพนักงานสอบสวนต่อไป
ผลักดันแก้กฎหมาย 5 ชุด ยกระดับมาตรฐานสู่สากล
ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมาย 5 ชุดสำคัญ เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและทันสมัย ประกอบด้วย
1. ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์
- รองรับการออกหลักทรัพย์ด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดวงจร
- ทำให้ธุรกรรมในตลาดทุน ยืดหยุ่น สะดวก รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจในตลาดทุนในระยะยาว
ปัจจุบันอยู่ในชั้น กมธ. สส.คาดหวังว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้
2. ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับการระดมทุนทั้งกระบวนการ
- การให้พนักงาน ก.ล.ต. สอบสวนร่วมในการทำคดี เฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (high impact) เพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี
ครม. เห็นชอบหลักการแล้ว เตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับถัดไป
3. ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ชุด Trust & Confidence
- กำกับทั้ง ผู้ประกอบการ และ ผู้ลงทุน ที่ทำการขายชอร์ต
- เพิ่มหน้าที่รายงานการนำหุ้นไปวางค้ำประกันที่มีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาหุ้นจากการบังคับหลักประกันโดยไม่คาดคิด
- เพิ่มมาตรการยับยั้งธุรกรรมไว้ชั่วคราวกรณีอาจเอาเปรียบ/ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ลงทุน/ประโยชน์ประชาชน
ปรับรูปแบบจาก พ.ร.ก. มาเป็น พ.ร.บ. ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) และสรุปผลเผยแพร่บนเว็บไซต์ไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการยกร่างตัวบทกฎหมาย จากนั้นจัดให้มีการ Hearing อีกครั้ง ก่อนเสนอตามขั้นตอนต่อไป
4. ร่าง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล
- ปรับนิยาม “สินทรัพย์ดิจิทัล” ชัดเจนขึ้น
- กำกับการเสนอขายโทเคนดิจิทัลแบบ disclosure-based ตามแนว MiCA ของ EU
- ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย เช่น เพิ่มการกำกับผู้มีอำนาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจ
เสนอร่างต่อกระทรวงการคลังแล้ว ก.ล.ต. จะต้องเข้าชี้แจงรายละเอียดในชั้นกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอเข้าสู่ ครม. และ กมธ. ของสภาต่อไป
5. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- กำกับกองทุนให้มี check & balance เหมาะสม/ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติงานมีมาตรฐาน
- รองรับพัฒนาการโครงสร้างกองทุน/และยกระดับ CG กองทุน
- มีกลไกคุ้มครอง ดูแลสิทธิประโยชน์/สร้างความเป็นธรรมให้สมาชิก/เพิ่มความยืดหยุ่นการบริหารจัดการเงินออม
เสนอร่างต่อกระทรวงการคลังแล้ว ก.ล.ต. จะต้องเข้าชี้แจงรายละเอียดในชั้นกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอเข้าสู่ ครม. และ กมธ. ของสภาต่อไป
ทั้งนี้ แม้กระบวนการทางกฎหมายจะใช้เวลา แต่สำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ได้รอให้กฎหมายออกเพียงอย่างเดียว โดยได้มีการออกเกณฑ์รองหรือใช้ Sandbox เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไปล่วงหน้า แต่หากกฎหมายเหล่านี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้การทำงานมีความชัดเจน รัดกุม และเป็นสากลมากยิ่งขึ้น
กางสถิติความเสียหายหลอกลงทุนลดลง 40% ล้อมคอก Finfluencer
“เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. เผยความคืบหน้าการจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการกำกับดูแลเนื้อหาการลงทุนบนโซเชียลมีเดีย พบว่ามูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนในปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 300 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2569 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 550 ล้านบาทต่อเดือน หรือลดลงประมาณ 40%
ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากมาตรการสกัดกั้นเม็ดเงินสีเทาผ่านกระบวนการ KYC และ CDD ที่เข้มงวด โดยได้ดำเนินการปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 62,500 บัญชี (ข้อมูลถึงเดือน ก.ค.2569) นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 3Cs ได้แก่
1. Consult การให้คำปรึกษาแก่ประชาชน ซึ่งพบว่ามีการขอคำปรึกษาเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จาก 1,279 ครั้ง (ม.ค.-พ.ค.2568) เป็น 3,939 ครั้ง (ม.ค.-พ.ค.2569) สะท้อนว่าประชาชนมีความตระหนัก (Awareness) มากขึ้น
2. Collaborate ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เข้าถึงประชาชน 55 ล้านคน
3. Communicate สร้างเครื่องมือสื่อสารให้ประชาชนตรวจสอบช่องทางลงทุนที่ถูกกฎหมาย
ในส่วนของจำนวนการแจ้งปิดกั้นช่องทางมิจฉาชีพลดลงประมาณ 83% จาก 2,162 ครั้ง (ม.ค.-พ.ค.2568) เหลือ 368 ครั้ง (ม.ค.-พ.ค.2569) โดยสามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลงทุนได้ 100% ภายในเวลา 7 นาที-48 ชั่วโมง ซึ่ง ก.ล.ต. ยังได้ร่วมมือกับ Meta ในการตรวจสอบโฆษณา (Advertising Verification) ก่อนเผยแพร่ และร่วมกับ Line ในการแจ้งเตือนหากผู้ใช้เข้าข่ายความเสี่ยงถูกหลอกลงทุน
สำหรับการกำกับดูแล Content Creator ซึ่งปัจจุบันมีสูงถึง 9 ล้านราย นั้น ก.ล.ต. แบ่งการจัดการออกเป็นกลุ่มที่ทำดีซึ่งจะได้รับการส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้อง และกลุ่มที่ทำผิดขอบเขตกฎหมาย
ด้าน เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำชัดเจนว่า แม้ Content Creator จะมีประโยชน์ในการช่วยย่อยข้อมูลยาก ๆ ให้ประชาชนเข้าใจง่าย แต่หากมีการชักชวนหรือแนะนำการลงทุนในลักษณะที่ต้องมีใบอนุญาตแต่ไม่มี จะถือว่าเป็น “รายเถื่อน” และต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนด Red Line สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จ้าง Content Creator ว่าต้องมีการทำ Due Diligence คัดเลือกผู้ร่วมงานอย่างเหมาะสม มีการเปิดเผยส่วนได้เสีย (Conflict of Interest) และควบคุมดูแลเนื้อหาที่สื่อสารให้ถูกต้องตามเกณฑ์โฆษณา หากพบการกระทำผิดจะมุ่งเน้นการลงโทษผู้ประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายกับตัวครีเอเตอร์ที่กระทำผิดด้วย
ปรับเกณฑ์ดูแลการซื้อขาย-ยกระดับกำกับ บจ.
“พรอนงค์” ระบุว่า ก.ล.ต. ได้เห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายตามข้อเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขายของผู้ลงทุน และสนับสนุนสภาพคล่องและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย คาดว่าจะประกาศใช้บังคับได้ภายในสิ้นปี 2569 อาทิ
การปรับปรุงเกณฑ์ Short Sell ได้เปลี่ยนจากการบังคับใช้เกณฑ์ Uptick Rule ทุกครั้ง มาเป็นบังคับใช้เฉพาะหลักทรัพย์ที่ราคาปรับลดลง 10% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ไม่ได้ปรับลดลงพร้อมกันทั้งตลาด
นอกจากนี้ ยังเน้นให้หลักทรัพย์ที่ทำ Short Sell ได้ ต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET100 โดยหากหุ้นตัวใดหลุดจาก SET100 ในการทบทวนทุก 6 เดือน จะหลุดจากการเป็นหุ้นที่ Short Sell ได้ทันที
ในส่วนของ Dynamic Price Band ที่เดิมใช้เพื่อชะลอความผันผวนระหว่างวัน ได้ยกเลิกการใช้งานในช่วง Trading Session ปกติ เนื่องจากมีกรอบ Ceiling & Floor ดูแลอยู่แล้ว แต่จะยังคงกลไกนี้ไว้ใช้เมื่อเกิดภาวะ Market Disruption หรือตลาดปรับตัวลดลงรุนแรง
สำหรับเกณฑ์ High-Frequency Trading (HFT) ได้ปรับการพิจารณา โดยเน้นที่พฤติกรรมการซื้อขายของผู้ลงทุน โดยผู้ที่เข้าข่าย HFT จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและเปิดเผยข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด







