
ตลท. เปิดเกม 3 ประสาน ปลดล็อก IPO ดึง New Economy-FDI ปั้นไทยสู่ Capital Market Hub
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้า 3 ประสานร่วม ก.ล.ต. และ BOI ปรับเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy ตั้งแต่ Data Center–Technology–Healthcare–Foodtech เข้าระดมทุนในไทย หลัง IPO ปีนี้ต่ำสุดรอบหลายปี พร้อมเปิดทาง Secondary Listing จากต่างประเทศ หวังสร้าง Snowball Effect ยกระดับไทยสู่ Capital Market Hub
KEY
POINTS
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้า 3 ประสานร่วม ก.ล.ต. และ BOI ปรับเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าระดมทุนในไทย
- หลัง IPO ปีนี้ต่ำสุดรอบหลายปี พร้อมเปิดทาง Secondary Listing จากต่างประเทศ หวังสร้าง Snowball Effect
- ยกระดับไทยสู่ Capital Market Hub
ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำตลาดทุนทั่วโลก เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ Risk Off ปิดรับความเสี่ยงจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งทะยานเฉียด 5% ดึงดูดเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไม่ปรานี อีกทั้งราคาน้ำมันดิบโลกที่เดือดพล่านทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากไฟความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ดึง Fund Flow ต่างชาติไหลบ่าออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 25,000 ล้านบาทในเวลาเพียงเดือนเดียว ซ้ำร้ายยอดระดมทุน IPO ของไทยในปีนี้ยังลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบหลายปี
แต่ในจังหวะที่ดูเหมือนจะคิดไปไกล ถูกแตะแบรกด้วยคำยืนยันอย่างหนักแน่นของ "อัสสเดช คงสิริ" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ปัจจัยพื้นฐานในประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/69 จากสภาพัฒน์ชะลอตัวลง แต่ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทั้งปี 69 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2-2.5% สอดคล้องกับกระทรวงการคลังที่มองไว้ราว 2.5%
สัญญาณเด่นในประเทศที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม คือ การลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตในระดับสองหลัก (Double Digit) ติดต่อกันถึง 2 ไตรมาส สอดรับกับข้อมูล Capex (งบลงทุน) ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 21% มีเม็ดเงินลงทุนจริงสะสมขึ้นไปอยู่ที่ระดับเกือบ 200,000-250,000 ล้านบาท
ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/69 เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 13% และสะสม 6 เดือนแรกเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 22% ซึ่งมีสัดส่วนของกลุ่มที่ผลงานดีกว่าคาดและเป็นไปตามคาดการณ์ในระดับที่สูง
การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นสวนทางกับผลกำไรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วน P/E หรือ Valuation ของหุ้นไทยลดต่ำลงกว่าระดับค่าเฉลี่ยระยะยาว ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุน โดยมีเกราะป้องกันที่ดีจากส่วนต่างผลตอบแทนกับพันธบัตร (Earning Yield Gap) ที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง
นอกจากนี้ ตลาดทุนยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นและงบประมาณรัฐ ประกอบด้วย พรก. 400,000 ล้านบาทที่ผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณเดือนตุลาคมที่คาดว่าจะลุล่วงด้วยดี มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี
และงานกิจกรรมใหญ่ระดับนานาชาติ เช่น งาน Gastech ในเดือนกันยายน, งานประชุม IMF หรือ World Bank ในเดือนตุลาคม และเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrow Land ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี (High Season)
3 ประสานดันNew Economy-ปลดล็อก IPO
"อัสสเดช" เผยว่า ตลท. อยู่ระหว่างผลักดันนโยบายร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI)เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์ดึงดูดธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ New Economy 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาระดมทุนในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมรูปแบบเดิม
โดยมีบทบาทการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ
• ตลท. พัฒนาเกณฑ์ New Economy เพื่อตอบโจทย์และรองรับโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาจัดตั้งฐานในประเทศไทย รวมถึงการเป็นแหล่งเงินทุนหลักให้กับอุตสาหกรรมดาวรุ่ง อย่าง Data Center ที่กำลังเข้ามาลงทุนในไทย
ซึ่ง ตลท. มองว่าเกณฑ์ที่เข้มงวดของมาตรการดูแล Data Center จะช่วยให้ได้ธุรกิจที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนของชาติ และสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ลงทุนระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น
• สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์ รวมถึงกระบวนการพิจารณาอนุญาตการทำ IPO ให้มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
• BOI อยู่ระหว่างออกแบบมาตรการสนับสนุนและให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่บริษัทกลุ่ม New Economy ที่เลือกเสนอขายหุ้น IPO ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 3/69
อย่างไรก็ตาม "อัสเดช" เน้นย้ำว่าการยื่นขอเสนอขายหุ้น IPO มีขั้นตอนที่ต้องจัดเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลอย่างระมัดระวัง เช่น รายการระหว่างกันตามมาตรฐานของ ก.ล.ต. ซึ่งกรณีที่รวดเร็วที่สุดจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี และบางกรณีอาจนานถึง 3-4 ปี
ดังนั้น ผลลัพธ์จากเกณฑ์ New Economy นี้จะไม่เกิดขึ้นในทันทีภายในปีนี้ แต่จะปูทางให้เกิดแรงยื่นระดมทุนระลอกใหม่ในอีก 1 ปีข้างหน้าหลังจากกฎเกณฑ์ 3 ประสานประกอบร่างสมบูรณ์แล้ว
นอกจากนี้ ตลท. และ ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์การทำ Secondary Listing เพื่อสร้างโอกาสใหม่จากกลุ่มประเทศที่ ก.ล.ต. ไม่ได้รับรอง (Unrecognized Countries) เช่น เวียดนาม และไต้หวัน
โดยแก้ไขอุปสรรคเดิมที่บังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องทำ IPO เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในไทยอย่างน้อย 15% ให้ปรับเกณฑ์ลดเพดานลงเหลือ 5% เท่ากันกับประเทศที่ได้รับการรับรองทั่วไป (Recognized Countries) โดยปัจจุบันเริ่มมีบริษัทจากประเทศเหล่านี้ติดต่อเข้ามาเจรจาเพื่อศึกษา
คำว่าการเป็น "ศูนย์กลาง (HUB)" สามารถตีความได้หลากหลาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างโอกาสให้ธุรกิจหลากหลายแบบเข้ามาระดมทุน เมื่อใดก็ตามที่มีกลุ่มเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่งเข้ามาเป็นจำนวนมากจนมีปริมาณและสเกลที่ใหญ่พอ จะเกิดปรากฏการณ์ Snowball Effect ดึงดูดธุรกิจลักษณะเดียวกันให้หันมามองตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนหลัก
ในระยะยาว ประเทศไทยอาจเลือกผลักดันจุดแข็งตามแนวทางรัฐบาล เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare), อาหาร หรือเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (Foodtech) หากกลุ่มบริษัทเหล่านี้เข้ามาระดมทุนในไทยจำนวนมากจนได้ Valuation ที่ดี ก็จะดึงดูดใจให้ธุรกิจประเภทเดียวกันในต่างประเทศหันมาระดมทุนในตลาดไทยด้วย
ต่างชาติจับตาการเมือง-กำไร บจ.
"อัสสเดช" เล่าว่าจากการสนทนากับนักลงทุนต่างชาติในงาน Thailand Focus ต่างระบุชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับ "ความมั่นคงทางเสถียรภาพการเมืองและการผลักดันนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง" ควบคู่ไปกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวความไม่แน่นอนทางการเมืองปรากฏอยู่ แต่นักลงทุนต่างชาติไม่ได้แสดงความกังวลในระยะสั้น และยังมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยปัจจุบันสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงต่อไป
นอกจากนี้ ยอดสะสมเม็ดเงินลงทุนจริงของต่างชาติ (FDI) ในช่วงครึ่งปีแรกที่พุ่งสูงกว่า 500,000 ล้านบาท จะช่วยส่งผลดีให้เอกชนและบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มขยายงบลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศ (Local Content) สร้างวัฏจักรเชิงบวกในการขยายกำลังการผลิตทดแทนโครงสร้างเดิม
โดยสอดรับกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ว่า ประเทศไทยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ (Growth Engines) ที่มีประสิทธิภาพการเติบโตระยะยาว
IPO ปีนี้ปิดต่ำสุดรอบหลายปี
สำหรับภาพรวมของจำนวน IPO ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลท. ยอมรับว่าจะเป็นปีที่มีสถิติต่ำสุดในรอบหลายปี โดยคาดว่าจะปิดยอดอยู่ที่ช่วง 10-15 บริษัทเท่านั้น จากยอดเฉลี่ยปกติที่ 18 บริษัทต่อปี
โดยปัจจุบันมีบริษัทที่ผ่านการรับรองแล้ว 6 ราย และกำลังรอการพิจารณาอีก 6 ราย รวม 12 รายที่อยู่ในแผนงาน หากรวมกับ 3 รายที่เข้าจดทะเบียนแล้วในช่วงก่อนหน้า เป็น 15 ราย อย่างไรก็ดี ด้วยสภาวะตลาดบางจังหวะที่ไม่เอื้ออำนวย ผู้ประกอบการบางส่วนอาจเลือกชะลอการทำ IPO เพื่อไปเสนอขายในปีหน้าแทน
ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่พุ่งเป้าไปที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นั้น ตลท. ประเมินว่าด้วยข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการดำเนินงานของบริษัทระดับโลกบางแห่ง ที่มักจะใช้รูปแบบการจดทะเบียนแบบ Global Optimization จดทะเบียน IPO เฉพาะที่ตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทแม่แห่งเดียวเท่านั้น ทำให้การให้สิทธิประโยชน์อาจไม่ได้ส่งผลต่อทุกบริษัท
ดังนั้น ทาง ตลท. จึงยังคงต้องทำงานเจาะจงเฉพาะราย (Case-by-Case) เพื่อเจรจาดึงดูดใจ และเฝ้ารายละเอียดอย่างเป็นทางการจาก BOI เพิ่มเติมต่อไป
ส่วนแผนงานการโรดโชว์ต่างประเทศร่วมกับคณะของนายกรัฐมนตรีนั้น ปัจจุบันทาง ตลท. อยู่ระหว่างการวางแผนประสานงานอย่างละเอียด และต้องรอขั้นตอนกำหนดการที่เป็นทางการของนายกรัฐมนตรีประกาศออกมาก่อนจึงจะสามารถชี้แจงรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนได้ต่อไป.
3 ปัจจัยฉุดหุ้นไทยพักฐานช่วง ส.ค.
"ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก" ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สภาวะตลาดหุ้นไทยประจำเดือนสิงหาคม ดัชนีปิดตัวที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุด ลดลงประมาณ 1.8% หรือราว 30 จุด ปรับฐานหลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือนก่อนหน้านี้
สวนทางปริมาณการซื้อขายในตลาดยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสะสมเฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับใกล้ 70,000 ล้านบาทต่อวัน
ในด้านกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในเดือนสิงหาคมนี้มีการไหลออกสุทธิอยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท เนื่องจากสภาวะการลงทุนทั่วโลกที่เริ่มปิดรับความเสี่ยง แต่ภาพรวมสะสมทั้งปี (Year-to-Date) ของไทยยังคงมีสถานะเป็นบวกอยู่ประมาณ 51,000 ล้านบาท
ซึ่งในเดือนนี้ได้แรงพยุงจากกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่สลับกลับเข้ามาซื้อสุทธิ รวมถึงในต้นเดือนกันยายนที่เริ่มมีสัญญาณของแรงซื้อคืนจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาบ้างแล้ว
ความผันผวนในเดือนสิงหาคมเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศที่สำคัญ 3 ด้าน
1. การพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5% และอายุ 30 ปีได้พุ่งทะลุ 5% ไปแล้ว จากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ การปรับตัวขึ้นนี้สร้างสภาวะ "Risk Off" หรือการปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงไทย
โดย Bond Yield ที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นผ่านเกณฑ์คำนวณ 3 ด้านหลัก ได้แก่
- อัตราคิดลด (Discount Rate) สูงขึ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ที่ใช้คำนวณเป็นอัตราไร้ความเสี่ยง (Risk-free rate) สำหรับการคิดลดกระแสเงินสดเพื่อประเมินมูลค่า (Valuation) กิจการ เมื่ออัตรานี้ขยับสูงขึ้น ทำให้มูลค่าหุ้นปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มเติบโตสูงเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
- การดึงดูดกระแสเงินลงทุน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯที่ 4-5% มีความน่าดึงดูดมากกว่าเงินปันผลของหุ้นบางตัวที่ปรับลดลงหลังราคาหุ้นพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้เกิดแรงดึงเงินทุนกลับไปบางส่วน
- อัตราการเติบโตของกำไร ท้ายที่สุดปัจจัยพื้นฐานยังคงขึ้นอยู่กับว่า รายได้และกำไรของธุรกิจต่างๆยังคงเติบโตได้สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรหรือไม่ หากยังโตได้ดีตลาดหุ้นยังคงรักษาความน่าสนใจได้
2. ความกังวลด้านนโยบายการเงินของเฟด (Fed) ผลจากการประชุมที่ Jackson Hole ส่งสัญญาณกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลานาน ทำให้ตลาดคาดการณ์โอกาสแบบ 50-50 ว่าเฟดจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไป
3. วิกฤตราคาพลังงานดิบพุ่งสูง ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเกินกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ Fear & Greed Index สะท้อนความกังวลของนักลงทุนอย่างชัดเจน
สำหรับการปรับตัวลงของหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นเซกเตอร์หลักที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากทิศทาง Bond Yield สวนทางกับกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก (อาศัยแรงหนุนจากราคาพลังงานและตัวเลขส่งออก เช่น กลุ่ม Industrial, Agro & Food และ Resources) ที่นำตลาดปรับตัวขึ้น
หากพิจารณาภาพสะสมทั้งปีที่ SET ปรับตัวขึ้นมาได้ 335 จุดนั้น มาจากการกระจายตัวของหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีกลุ่มพลังงานขยับขึ้นมานำตลาดสูงสุด ตามด้วยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร และ ICT ซึ่งการเติบโตทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานทางกำไร (Earnings Growth) เป็นหลัก และมีแรงสนับสนุนจากการปรับเปลี่ยนมุมมองมูลค่าหุ้น (Re-rating) เพียงส่วนน้อยเท่านั้น.







