
แผนซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐฯ เอาไม่อยู่ ยีลด์พุ่ง หนี้สาธารณะยังกดดันตลาด
แผนซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ช่วยตลาดได้เพียงระยะสั้น ขณะที่ยีลด์พุ่งจากความกังวลเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลที่แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์
แผนซื้อคืนพันธบัตรครั้งใหญ่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่สามารถคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าตาม
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ หลังยีลด์พันธบัตรระยะยาวพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
มาตรการดังกล่าวช่วยพยุงตลาดได้ทันที หลังพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนักจากความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลัง เงินเฟ้อ และการกู้ยืมจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมองว่ามาตรการดังกล่าวให้ผลเพียงชั่วคราว และอาจทำให้ตลาดเกิดความบิดเบือน
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลอาจเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอีก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรที่มีการซื้อขายเบาบาง โดยเฉพาะในเดือนส.ค. ซึ่งต้องแข่งขันกับการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมากที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า
ลุยส์ อัลวาราโด จาก Wells Fargo Investment Institute กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงการคลังน่าจะช่วยตลาดได้เพียง “ระยะสั้น” เนื่องจากปัจจัยหลักที่ผลักดันยีลด์ให้สูงขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน และการขาดดุลงบประมาณมหาศาล ยังคงอยู่
ล่าสุด ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 4.7 จุดพื้นฐาน แตะ 4.70% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้น 5.5 จุดพื้นฐาน สู่ 5.249% ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีที่ 5.34%
นักวิเคราะห์ JPMorgan ระบุว่า การซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานที่ผลักดันยีลด์ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณที่ไม่ยั่งยืนและความคาดหวังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังรัฐบาลหลายประเทศเร่งก่อหนี้เพื่อรับมือผลกระทบจากโควิด-19 สงครามอิหร่าน การเข้าสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านสวัสดิการและกลาโหม
สำหรับสหรัฐฯ หนี้สาธารณะทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 1,300 ล้านล้านบาท) แล้ว เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2017 และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดพันธบัตร
นักวิเคราะห์มองว่า การแทรกแซงของรัฐบาลอาจช่วยชะลอแรงกดดันได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาดได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อภาระการกู้ยืมของรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง







