posttoday
ดร.นิเวศน์ เปิดสูตรชีวิต ‘ออมแบบ VI–บริโภคแบบ VI–ลงทุนแบบ VI’ อดวันนี้เพื่อมั่งคั่งวันหน้า

ดร.นิเวศน์ เปิดสูตรชีวิต ‘ออมแบบ VI–บริโภคแบบ VI–ลงทุนแบบ VI’ อดวันนี้เพื่อมั่งคั่งวันหน้า

15 สิงหาคม 2569

จากเด็กหนุ่มเงินเดือน 3,000 บาท สู่เส้นทางนักลงทุน VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถ่ายทอดบทเรียนการเงินจากชีวิตจริง “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้เกิดจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากรู้จักออม รู้จักใช้ รู้ว่าอะไรควรรอ อะไรรอไม่ได้ ก่อนเปลี่ยนเงินออมกลายเป็นการลงทุนระยะยาวจนสร้างความมั่งคั่งและเปลี่ยนวิถีชีวิตหลังเกษียณ

KEY

POINTS

  • จากเด็กหนุ่มเงินเดือน 3,000 บาท สู่เส้นทางนักลงทุน VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถ่ายทอดบทเรียนการเงินจากชีวิตจริง
  • “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้เกิดจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากรู้จักออม รู้จักใช้ รู้ว่าอะไรควรรอ อะไรรอไม่ได้
  • ก่อนเปลี่ยนเงินออมกลายเป็นการลงทุนระยะยาวจนสร้างความมั่งคั่งและเปลี่ยนวิถีชีวิตหลังเกษียณ

คนที่ประสบความสำเร็จสูงหรือรวยนั้น มักมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ เป็นคนที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือการเลื่อนการ “บริโภค” ในวันนี้เพื่อที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้าหรือในอนาคต และเรื่องนี้มีการศึกษาโด่งดังที่มีคนทำในช่วงทศวรรษ 1970

 

แล้วพบว่าเป็นจริงชื่อ การศึกษา “Marshmallow Test” ที่ให้เด็กเล็กเลือกว่าจะกินขนมน้ำตาลแมร์ชแมล์โลว์ 1 ชิ้นทันที หรือรอ 15 นาทีแล้วจะได้กิน 2 ชิ้น  

 

ผลก็คือ เด็กที่ “รอได้” นั้น เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มักจะประสบความสำเร็จสูงกว่า และมีคะแนนการสอบมาตรฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ SAT Score สูงกว่าเด็กที่กินขนมทันที

 

การอดทนหรือ “เลื่อนการบริโภคในวันนี้เพื่อหวังที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้า” ที่พูดถึงในการศึกษานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ นิยามของ “การลงทุน” นั่นก็คือ คุณมีเงินแต่กลับไม่รีบใช้ทันที แต่นำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของมันจะมากขึ้น ซึ่งทำให้คุณสามารถขายแล้วนำเงินมาบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

 

ตัวอย่างเช่น คุณมี “เงินออม” พร้อมจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทในวันนี้ แต่คุณกลับไม่ซื้อ แล้วนำเงินไป “ลงทุน” ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหลังนั้น เพราะคุณคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ทำบ้านขายได้ยอดเยี่ยม เวลาผ่านไป 15 ปี ราคาหุ้น (รวมปันผล) ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15% เพราะมันเป็น “หุ้นดีราคาถูก แบบ VI” ตอนที่คุณซื้อ

 

นั่นทำให้มูลค่าของเงิน 5 ล้านบาทสูงขึ้นเป็น 8 เท่า หรือกลายเป็น 40 ล้านบาท คุณสามารถซื้อบ้านแบบเดิมได้ 8 หลัง หรือเปลี่ยนจากบ้านธรรมดากลายเป็นคฤหาสน์ได้ด้วยการ “เลื่อนการมีบ้านไป 15 ปี”

 

การเลื่อนการมีบ้านนั้น ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง คงจะคล้ายๆกับการอดการกินแมร์ชแมล์โลว์ของเด็กเล็ก พวกเขาทำเพราะเขาหวังจะได้บริโภคหรือมีบ้านที่มากกว่าหรือดีกว่าผ่านการลงทุนที่เขาคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีอาจจะด้วยหลักการแบบ Value Investments หรือ “VI” ในขณะที่เด็กเองก็หวังว่าผู้ใหญ่จะทำตามสัญญาว่าจะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ไม่มีการเบี้ยว

 

ชีวิตผมเองนั้น ตั้งแต่เด็กจนถึงอาจจะ 50 ปี ผมเป็นคนที่ชอบ “อดออม” ไม่บริโภคถ้าไม่จำเป็นและเลื่อนการบริโภคสินค้าบางอย่างถ้าสามารถเลื่อนได้ อย่างเช่นบ้านหรือรถยนต์ ว่าที่จริงผมเพิ่งจะมี “บ้านที่เป็นของตนเอง” จริงๆ ตอนอายุกว่า 50 ปีไปแล้ว และก็เพิ่งซื้อรถใหม่คันแรกในชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 52 ปีแล้วเช่นเดียวกัน

 

เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่เด็ก ครอบครัวและผมไม่เคยมีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้

 

พอเริ่มเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้ ผมก็มองหางานที่จะทำให้สามารถ “ออมเงินมากที่สุด” นั่นก็คือการไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัดเงินเดือน 3,000 บาทบวกค่าล่วงเวลาในช่วงหีบอ้อยปีละ 3-4 เดือน ซึ่งไม่มาก แต่ผมแทบไม่มีรายจ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมีอาหารฟรี 3 มื้อ มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องนอนอยู่ในโรงงาน และมีแม่บ้านทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องแบบที่ไม่ต้องซื้อ

 

รายจ่ายประจำจริงๆก็คือพวกของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน และการเดินทางไปกลับโดย “รถทัวร์” ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะกลับบ้านที่กรุงเทพและกาญจนบุรี และการพักผ่อน “ดูหนัง” และพบปะเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว

 

จำนวน “เงินออม” ของผมก็คือรายได้จากการทำงานทั้งหมด หักด้วยเงินที่ต้องให้แม่ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่น่าจะประมาณ 30% หรือเดือนละพันบาทในช่วงเริ่มทำงาน และหักด้วยรายจ่ายส่วนตัวซึ่งไม่น่าจะเกินพันบาทต่อเดือน ที่เหลือคือเดือนละพันบาทบวกเงินค่าล่วงเวลาในช่วงฤดูหีบอ้อย จะถูกเก็บออมในธนาคารหมด ไม่มีการลงทุนอะไรทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นยังไม่มีตลาดหุ้น หรือมีก็ไม่ใช่ที่ที่จะลงทุน ในสายตาคนทั่วไป มันใกล้เคียงกับการพนันมากกว่า

 

เงินออมของผมที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็มีน้อยมากอานิสงค์จากรายได้ที่ไม่มากต่อมาอีก 10 ปีนั้น ถูกนำไป “ลงทุน” ใน “การศึกษา” ต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดและการเงินเป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าการ “จ่ายเงิน” เพื่อเรียนหนังสือนั้นจะทำให้ผมสามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต

 

พูดอีกแบบก็คือ ผมใช้เงินเพื่อการศึกษาทันทีที่มีเงินพอและนี่ถ้ามองย้อนหลังแล้วก็อาจจะพูดว่าผม “บริโภคแบบ VI” คือเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่เก็บแต่เงินแนว “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”

 

เมื่อผมมีลูก ผมก็จ่ายเงินเพื่อ “การบริโภค” คือด้านการศึกษาของลูกที่ผมยอมส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ที่ต้องใช้เงินสูงมาก เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของเขา มันรอไม่ได้

 

โดยเฉพาะทางด้านของ “ภาษาและแนวความคิด” ที่ผมเห็นว่าการเรียนอินเตอร์นั้น จะทำให้เขาเอาตัวรอดและมีคุณสมบัติในการคิดและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเปรียบเทียบกับผมที่ไม่ได้มีโอกาสแบบนั้น และทำให้คิดตลอดมาว่า ที่ตนเองยังรู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่าศักยภาพมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสได้ “เรียนอินเตอร์” มาตั้งแต่เด็ก

 

การบริโภคหรือการใช้จ่ายในสิ่งของ “ฟุ่มเฟือย” เช่นใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือกินอาหารหรูหรา หรือการท่องเที่ยวที่แพงมากของผมในช่วงที่ “กำลังเก็บออม” นั้น  ต้องบอกเลยว่า “ไม่มี”

 

และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการ “บริโภคแบบ VI” คือใช้เฉพาะที่จำเป็นและใช้จ่ายอย่าง “เน้นคุณค่า” หรือคุ้มค่าและรอไม่ได้อย่างเช่นเรื่องของการศึกษา “แบบอินเตอร์” ส่วนสินค้าราคาแพงและ “รอได้” เช่นบ้านและรถยนต์ก็จะรอเพื่อที่จะเก็บออมเงินให้มากที่สุดที่จะนำไปลงทุน

 

โดยกลยุทธ์ดังกล่าว ฐานะการเงินตลอดมาของผมจึงเป็นว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ตอนอายุ 22 ปี แม้ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น เก็บออมได้ถึง 30-40% ของรายได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงทุนทางการเงินอะไรได้ แต่นำไปใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นหลัก จนถึงจบการศึกษาอายุประมาณ 32 ปีก็ยังไม่มีเงินออมเลย แต่ทรัพย์สินที่เป็นตัวเราก็คงมีค่ามากขึ้นเพราะมีความรู้มากขึ้น

 

ตั้งแต่อายุ 32-44 เป็นเวลา 12 ปี นั้น รายได้ผมมากขึ้นอย่างชัดเจน และเงินออมก็มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผมยังมีความคิดแบบ “นักออม” ที่เป็นมาตลอด ใช้เฉพาะที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย หรูหรา แต่ก็ทำทุกอย่างที่คนอื่นที่มีฐานะค่อนข้างดีทำกัน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่ไม่ซื้อของที่มีราคาสูงจนเงินลดลงหรือหมดไป

 

เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาของลูกที่อาจจะพูดได้ว่ายอมจ่ายมากกว่าคนอื่นที่มีฐานะระดับเดียวกันด้วยนั่นก็คือ การส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ในยุคแรกๆ ที่คนรวยก็ยังไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนอย่างทุกวันนี้

 

เงินออมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของผมนั้น บางส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและบ้านที่ผมซื้อด้วยอารมณ์และกระแสสังคมและความรู้สึกว่าเป็น “การลงทุน” แต่จริงๆ ไม่มีการวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

เพราะทั้งหมดนั้นในที่สุด “ล้มเหลวหมด” ที่เหลือก็คือเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างดี ระดับน่าจะ 6-7% ต่อปีขึ้นไป คิดแล้วเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใช้ได้เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำงาน ถ้าให้ประมาณก็น่าจะเก็บได้ประมาณซัก 30-40% ของรายได้

 

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมกลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว เงินออมทั้งหมด 100% ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถือหุ้นประมาณซัก 10-20 ตัว แต่ตัวหลักๆ น่าจะไม่เกิน 5-6 ตัว ตัวใหญ่ที่สุดไม่เกิน 20-30% ของพอร์ต ผลการลงทุนในช่วง 10 ปีแรกน่าประทับใจสุดๆ ความมั่งคั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ชีวิตส่วนตัวแทบไม่เปลี่ยน ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนเดิมไปอีก 6-7 ปี ก่อน “เลิกทำงานประจำ”

 

ชีวิต 7 ปี ที่ทั้งลงทุนและทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถออมเงินเพิ่มมากที่สุด เหตุผลเพราะว่านั่นคือช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์และตำแหน่งงานสูงขึ้น เงินเดือนจึงมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ผมยังทำเหมือนเดิม ไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา ไม่ซื้อของมีราคาสูง ไม่ซื้อบ้านไม่ซื้อรถ ไปเที่ยวกับทัวร์ซึ่งราคาไม่แพง สิ่งที่แพงที่สุดก็คือการศึกษาของลูกที่ต้องใช้จ่ายใกล้เคียงของเดิม

 

ดังนั้น  7 ปีหลังนี้ เงินออมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเทียบกับเงินออมเดิมในปี 2540 แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ออมเป็นเงินสดอีกต่อไป รายได้รับมาถูกแปลงเป็นหุ้นทันทีเพราะ “หุ้นดีราคาถูก” มีเต็มตลาด

 

โดยสรุปแล้ว “Life Time Saving” หรือ “เงินออมตลอดชีวิต” หรือเงินที่ได้จากการทำงานด้วยแรงของเราตลอดชีวิต หักด้วยเงินที่เราใช้ในการบริโภคหรือเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่หรือซื้อทรัพย์สินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้านที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ เหลือเท่าไรก็จะเป็น “เงินออม” ที่เราจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของผมก็คือเงินประมาณน่าจะ 20-30 ล้านบาท

 

ซึ่งมาจากเงินออม 10 ล้านบาทเมื่ออายุ 44 ในปี 2540 บวกกับเงินออมที่ได้มาจากการทำงานหักรายจ่ายต่อไปอีก 7 ปี จำนวนประมาณ 10-20 ล้านบาท ตอนผมอายุ 51 ปี ที่ผมเลิกทำงานประจำและไม่มีรายได้ให้ออมอีกต่อไป

 

หลังจากที่เลิกทำงานประจำและออกมาลงทุนเป็นหลักและมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว ชีวิตผมในทุกด้านก็เปลี่ยนไปอาจจะครึ่งหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังคิดและทำเหมือนเดิมในสิ่งที่ผม “ทำคนเดียว” หรือ “ทำเอง” แต่เมื่อายุมากขึ้นและลูกโตแล้ว การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผมก็ติดไปกับครอบครัวเป็นหลัก

 

รายการสำคัญๆ เช่น ที่อยู่อาศัย การกินอาหาร การเดินทางท่องเที่ยวและการศึกษา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป สิ่งของและบริการที่ใช้กลายเป็นของ “ชั้นหนึ่ง” ที่มีราคาแพงมาก แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องประหยัด “การบริโภค” เพื่อ “ออมเงิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่เรื่องของ “การลงทุน” ที่ผมยังยึดมั่นกับการเป็น “VI” อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม นี่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมอายุมากขึ้นหรือจากไปแล้ว.

 

ที่มา : บทความจาก thaivi 

เขียนโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 

ข่าวล่าสุด

ปลดล็อกเลือกบอร์ดประกันสังคม! “จุลพันธ์” ไฟเขียวแก้ระเบียบ เปิดทางผู้ประกันตน–นายจ้างใช้สิทธิโดยตรง

ปลดล็อกเลือกบอร์ดประกันสังคม! “จุลพันธ์” ไฟเขียวแก้ระเบียบ เปิดทางผู้ประกันตน–นายจ้างใช้สิทธิโดยตรง