
ดร.นิเวศน์ เปิดสูตรชีวิต ‘ออมแบบ VI–บริโภคแบบ VI–ลงทุนแบบ VI’ อดวันนี้เพื่อมั่งคั่งวันหน้า
จากเด็กหนุ่มเงินเดือน 3,000 บาท สู่เส้นทางนักลงทุน VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถ่ายทอดบทเรียนการเงินจากชีวิตจริง “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้เกิดจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากรู้จักออม รู้จักใช้ รู้ว่าอะไรควรรอ อะไรรอไม่ได้ ก่อนเปลี่ยนเงินออมกลายเป็นการลงทุนระยะยาวจนสร้างความมั่งคั่งและเปลี่ยนวิถีชีวิตหลังเกษียณ
KEY
POINTS
- จากเด็กหนุ่มเงินเดือน 3,000 บาท สู่เส้นทางนักลงทุน VI ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถ่ายทอดบทเรียนการเงินจากชีวิตจริง
- “ความมั่งคั่ง” ไม่ได้เกิดจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากรู้จักออม รู้จักใช้ รู้ว่าอะไรควรรอ อะไรรอไม่ได้
- ก่อนเปลี่ยนเงินออมกลายเป็นการลงทุนระยะยาวจนสร้างความมั่งคั่งและเปลี่ยนวิถีชีวิตหลังเกษียณ
คนที่ประสบความสำเร็จสูงหรือรวยนั้น มักมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ เป็นคนที่ชอบ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” คือการเลื่อนการ “บริโภค” ในวันนี้เพื่อที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้าหรือในอนาคต และเรื่องนี้มีการศึกษาโด่งดังที่มีคนทำในช่วงทศวรรษ 1970
แล้วพบว่าเป็นจริงชื่อ การศึกษา “Marshmallow Test” ที่ให้เด็กเล็กเลือกว่าจะกินขนมน้ำตาลแมร์ชแมล์โลว์ 1 ชิ้นทันที หรือรอ 15 นาทีแล้วจะได้กิน 2 ชิ้น
ผลก็คือ เด็กที่ “รอได้” นั้น เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มักจะประสบความสำเร็จสูงกว่า และมีคะแนนการสอบมาตรฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัยหรือ SAT Score สูงกว่าเด็กที่กินขนมทันที
การอดทนหรือ “เลื่อนการบริโภคในวันนี้เพื่อหวังที่จะได้บริโภคมากขึ้นในวันข้างหน้า” ที่พูดถึงในการศึกษานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ นิยามของ “การลงทุน” นั่นก็คือ คุณมีเงินแต่กลับไม่รีบใช้ทันที แต่นำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของมันจะมากขึ้น ซึ่งทำให้คุณสามารถขายแล้วนำเงินมาบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า
ตัวอย่างเช่น คุณมี “เงินออม” พร้อมจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทในวันนี้ แต่คุณกลับไม่ซื้อ แล้วนำเงินไป “ลงทุน” ในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านหลังนั้น เพราะคุณคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ทำบ้านขายได้ยอดเยี่ยม เวลาผ่านไป 15 ปี ราคาหุ้น (รวมปันผล) ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 15% เพราะมันเป็น “หุ้นดีราคาถูก แบบ VI” ตอนที่คุณซื้อ
นั่นทำให้มูลค่าของเงิน 5 ล้านบาทสูงขึ้นเป็น 8 เท่า หรือกลายเป็น 40 ล้านบาท คุณสามารถซื้อบ้านแบบเดิมได้ 8 หลัง หรือเปลี่ยนจากบ้านธรรมดากลายเป็นคฤหาสน์ได้ด้วยการ “เลื่อนการมีบ้านไป 15 ปี”
การเลื่อนการมีบ้านนั้น ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง คงจะคล้ายๆกับการอดการกินแมร์ชแมล์โลว์ของเด็กเล็ก พวกเขาทำเพราะเขาหวังจะได้บริโภคหรือมีบ้านที่มากกว่าหรือดีกว่าผ่านการลงทุนที่เขาคาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีอาจจะด้วยหลักการแบบ Value Investments หรือ “VI” ในขณะที่เด็กเองก็หวังว่าผู้ใหญ่จะทำตามสัญญาว่าจะได้ขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ไม่มีการเบี้ยว
ชีวิตผมเองนั้น ตั้งแต่เด็กจนถึงอาจจะ 50 ปี ผมเป็นคนที่ชอบ “อดออม” ไม่บริโภคถ้าไม่จำเป็นและเลื่อนการบริโภคสินค้าบางอย่างถ้าสามารถเลื่อนได้ อย่างเช่นบ้านหรือรถยนต์ ว่าที่จริงผมเพิ่งจะมี “บ้านที่เป็นของตนเอง” จริงๆ ตอนอายุกว่า 50 ปีไปแล้ว และก็เพิ่งซื้อรถใหม่คันแรกในชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 52 ปีแล้วเช่นเดียวกัน
เหตุผลก็เพราะว่าตั้งแต่เด็ก ครอบครัวและผมไม่เคยมีเงินเก็บมากพอที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการใช้ชีวิตในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้
พอเริ่มเรียนจบปริญญาตรีและทำงานได้ ผมก็มองหางานที่จะทำให้สามารถ “ออมเงินมากที่สุด” นั่นก็คือการไปทำงานในโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ต่างจังหวัดเงินเดือน 3,000 บาทบวกค่าล่วงเวลาในช่วงหีบอ้อยปีละ 3-4 เดือน ซึ่งไม่มาก แต่ผมแทบไม่มีรายจ่ายอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมีอาหารฟรี 3 มื้อ มีที่อยู่อาศัยเป็นห้องนอนอยู่ในโรงงาน และมีแม่บ้านทำความสะอาดซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องแบบที่ไม่ต้องซื้อ
รายจ่ายประจำจริงๆก็คือพวกของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน และการเดินทางไปกลับโดย “รถทัวร์” ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะกลับบ้านที่กรุงเทพและกาญจนบุรี และการพักผ่อน “ดูหนัง” และพบปะเพื่อนฝูงเป็นครั้งคราว
จำนวน “เงินออม” ของผมก็คือรายได้จากการทำงานทั้งหมด หักด้วยเงินที่ต้องให้แม่ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่น่าจะประมาณ 30% หรือเดือนละพันบาทในช่วงเริ่มทำงาน และหักด้วยรายจ่ายส่วนตัวซึ่งไม่น่าจะเกินพันบาทต่อเดือน ที่เหลือคือเดือนละพันบาทบวกเงินค่าล่วงเวลาในช่วงฤดูหีบอ้อย จะถูกเก็บออมในธนาคารหมด ไม่มีการลงทุนอะไรทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นยังไม่มีตลาดหุ้น หรือมีก็ไม่ใช่ที่ที่จะลงทุน ในสายตาคนทั่วไป มันใกล้เคียงกับการพนันมากกว่า
เงินออมของผมที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็มีน้อยมากอานิสงค์จากรายได้ที่ไม่มากต่อมาอีก 10 ปีนั้น ถูกนำไป “ลงทุน” ใน “การศึกษา” ต่อในระดับปริญญาโทและเอกด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดและการเงินเป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าการ “จ่ายเงิน” เพื่อเรียนหนังสือนั้นจะทำให้ผมสามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้นในอนาคต
พูดอีกแบบก็คือ ผมใช้เงินเพื่อการศึกษาทันทีที่มีเงินพอและนี่ถ้ามองย้อนหลังแล้วก็อาจจะพูดว่าผม “บริโภคแบบ VI” คือเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่เก็บแต่เงินแนว “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”
เมื่อผมมีลูก ผมก็จ่ายเงินเพื่อ “การบริโภค” คือด้านการศึกษาของลูกที่ผมยอมส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ที่ต้องใช้เงินสูงมาก เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของเขา มันรอไม่ได้
โดยเฉพาะทางด้านของ “ภาษาและแนวความคิด” ที่ผมเห็นว่าการเรียนอินเตอร์นั้น จะทำให้เขาเอาตัวรอดและมีคุณสมบัติในการคิดและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเปรียบเทียบกับผมที่ไม่ได้มีโอกาสแบบนั้น และทำให้คิดตลอดมาว่า ที่ตนเองยังรู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่าศักยภาพมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่มีโอกาสได้ “เรียนอินเตอร์” มาตั้งแต่เด็ก
การบริโภคหรือการใช้จ่ายในสิ่งของ “ฟุ่มเฟือย” เช่นใช้สินค้าแบรนด์เนมหรือกินอาหารหรูหรา หรือการท่องเที่ยวที่แพงมากของผมในช่วงที่ “กำลังเก็บออม” นั้น ต้องบอกเลยว่า “ไม่มี”
และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นการ “บริโภคแบบ VI” คือใช้เฉพาะที่จำเป็นและใช้จ่ายอย่าง “เน้นคุณค่า” หรือคุ้มค่าและรอไม่ได้อย่างเช่นเรื่องของการศึกษา “แบบอินเตอร์” ส่วนสินค้าราคาแพงและ “รอได้” เช่นบ้านและรถยนต์ก็จะรอเพื่อที่จะเก็บออมเงินให้มากที่สุดที่จะนำไปลงทุน
โดยกลยุทธ์ดังกล่าว ฐานะการเงินตลอดมาของผมจึงเป็นว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานได้ตอนอายุ 22 ปี แม้ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เช่น เก็บออมได้ถึง 30-40% ของรายได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มลงทุนทางการเงินอะไรได้ แต่นำไปใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นหลัก จนถึงจบการศึกษาอายุประมาณ 32 ปีก็ยังไม่มีเงินออมเลย แต่ทรัพย์สินที่เป็นตัวเราก็คงมีค่ามากขึ้นเพราะมีความรู้มากขึ้น
ตั้งแต่อายุ 32-44 เป็นเวลา 12 ปี นั้น รายได้ผมมากขึ้นอย่างชัดเจน และเงินออมก็มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผมยังมีความคิดแบบ “นักออม” ที่เป็นมาตลอด ใช้เฉพาะที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย หรูหรา แต่ก็ทำทุกอย่างที่คนอื่นที่มีฐานะค่อนข้างดีทำกัน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่ไม่ซื้อของที่มีราคาสูงจนเงินลดลงหรือหมดไป
เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษาของลูกที่อาจจะพูดได้ว่ายอมจ่ายมากกว่าคนอื่นที่มีฐานะระดับเดียวกันด้วยนั่นก็คือ การส่งลูก “เรียนอินเตอร์” ในยุคแรกๆ ที่คนรวยก็ยังไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนอย่างทุกวันนี้
เงินออมส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของผมนั้น บางส่วนอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและบ้านที่ผมซื้อด้วยอารมณ์และกระแสสังคมและความรู้สึกว่าเป็น “การลงทุน” แต่จริงๆ ไม่มีการวิเคราะห์ว่าคุ้มค่าหรือไม่
เพราะทั้งหมดนั้นในที่สุด “ล้มเหลวหมด” ที่เหลือก็คือเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารและบริษัทเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยค่อนข้างดี ระดับน่าจะ 6-7% ต่อปีขึ้นไป คิดแล้วเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใช้ได้เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำงาน ถ้าให้ประมาณก็น่าจะเก็บได้ประมาณซัก 30-40% ของรายได้
หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมกลายเป็นนักลงทุนแบบ “VI” เต็มตัว เงินออมทั้งหมด 100% ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ถือหุ้นประมาณซัก 10-20 ตัว แต่ตัวหลักๆ น่าจะไม่เกิน 5-6 ตัว ตัวใหญ่ที่สุดไม่เกิน 20-30% ของพอร์ต ผลการลงทุนในช่วง 10 ปีแรกน่าประทับใจสุดๆ ความมั่งคั่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ชีวิตส่วนตัวแทบไม่เปลี่ยน ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ยังเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนเดิมไปอีก 6-7 ปี ก่อน “เลิกทำงานประจำ”
ชีวิต 7 ปี ที่ทั้งลงทุนและทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่สามารถออมเงินเพิ่มมากที่สุด เหตุผลเพราะว่านั่นคือช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์และตำแหน่งงานสูงขึ้น เงินเดือนจึงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ผมยังทำเหมือนเดิม ไม่ฟุ่มเฟือยหรูหรา ไม่ซื้อของมีราคาสูง ไม่ซื้อบ้านไม่ซื้อรถ ไปเที่ยวกับทัวร์ซึ่งราคาไม่แพง สิ่งที่แพงที่สุดก็คือการศึกษาของลูกที่ต้องใช้จ่ายใกล้เคียงของเดิม
ดังนั้น 7 ปีหลังนี้ เงินออมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเทียบกับเงินออมเดิมในปี 2540 แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ออมเป็นเงินสดอีกต่อไป รายได้รับมาถูกแปลงเป็นหุ้นทันทีเพราะ “หุ้นดีราคาถูก” มีเต็มตลาด
โดยสรุปแล้ว “Life Time Saving” หรือ “เงินออมตลอดชีวิต” หรือเงินที่ได้จากการทำงานด้วยแรงของเราตลอดชีวิต หักด้วยเงินที่เราใช้ในการบริโภคหรือเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่หรือซื้อทรัพย์สินที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้านที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ เหลือเท่าไรก็จะเป็น “เงินออม” ที่เราจะนำไปใช้เพื่อการลงทุนของผมก็คือเงินประมาณน่าจะ 20-30 ล้านบาท
ซึ่งมาจากเงินออม 10 ล้านบาทเมื่ออายุ 44 ในปี 2540 บวกกับเงินออมที่ได้มาจากการทำงานหักรายจ่ายต่อไปอีก 7 ปี จำนวนประมาณ 10-20 ล้านบาท ตอนผมอายุ 51 ปี ที่ผมเลิกทำงานประจำและไม่มีรายได้ให้ออมอีกต่อไป
หลังจากที่เลิกทำงานประจำและออกมาลงทุนเป็นหลักและมีความมั่งคั่งมากพอแล้ว ชีวิตผมในทุกด้านก็เปลี่ยนไปอาจจะครึ่งหนึ่ง เพราะโดยพื้นฐานส่วนตัวแล้ว ผมก็ยังคิดและทำเหมือนเดิมในสิ่งที่ผม “ทำคนเดียว” หรือ “ทำเอง” แต่เมื่อายุมากขึ้นและลูกโตแล้ว การใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผมก็ติดไปกับครอบครัวเป็นหลัก
รายการสำคัญๆ เช่น ที่อยู่อาศัย การกินอาหาร การเดินทางท่องเที่ยวและการศึกษา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป สิ่งของและบริการที่ใช้กลายเป็นของ “ชั้นหนึ่ง” ที่มีราคาแพงมาก แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องประหยัด “การบริโภค” เพื่อ “ออมเงิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป
ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่เรื่องของ “การลงทุน” ที่ผมยังยึดมั่นกับการเป็น “VI” อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม นี่ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมอายุมากขึ้นหรือจากไปแล้ว.
ที่มา : บทความจาก thaivi
เขียนโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร







