
รีเซ็ต 'โอ้กะจู๋' สู่ Everyday Meal เปิด Greens and Grills ลุยตลาดแมส พลิกเกมครึ่งปีหลัง
"โอ้กะจู๋ (OKJ)" เปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ ด้วยกลยุทธ์ Everyday Meal ให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งขนาด ราคา และความรวดเร็ว พร้อมเปิดแบรนด์ใหม่ "Greens & Grills" เจาะตลาดกลางมิถุนายนนี้ ขยายฐานลูกค้าและแก้ Pain Point เรื่องขนาดอาหาร หวังดันผลประกอบการครึ่งปีหลังกลับมาเป็นบวก สร้าง Ecosystem อาหารสุขภาพที่กินได้ทุกวัน
KEY
POINTS
- "โอ้กะจู๋ (OKJ)" เปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ ด้วยกลยุทธ์ Everyday Meal ให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งขนาด ราคา และความรวดเร็ว
- พร้อมเปิดแบรนด์ใหม่ "Greens & Grills" เจาะตลาดกลางมิถุนายนนี้ ขยายฐานลูกค้าและแก้ Pain Point เรื่องขนาดอาหาร
- หวังดันผลประกอบการครึ่งปีหลังกลับมาเป็นบวก สร้าง Ecosystem อาหารสุขภาพที่กินได้ทุกวัน
ในวันที่ผู้บริโภค "รัดเข็มขัด" มากขึ้นกว่าเดิม ร้านอาหารที่เคยถูกมองว่าเป็นมื้อพิเศษกำลังเผชิญโจทย์ยากว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมากินซ้ำโดยไม่ต้องรอวันเงินเดือนออก ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และการแข่งขันในตลาดอาหารยังร้อนแรงไม่ต่างจากสมรภูมิธุรกิจ
และนี่คือช่วงเวลาที่ "บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ โอ้กะจู๋ ชื่อย่อหุ้นคือ OKJ" เลือกพลิกเกมครั้งใหญ่ จากร้านอาหารสุขภาพพรีเมียมสู่โมเดลที่เข้าถึงง่ายขึ้น ปรับทั้งขนาด ราคา ความเร็วในการบริการ
พร้อมส่งแบรนด์ใหม่ลงสนาม หวังเปลี่ยนลูกค้าที่เคยแวะกินทุก 2–3 เดือน ให้กลายเป็นลูกค้าประจำทุกสัปดาห์ เดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คืออนาคตของ Ecosystem อาหารสุขภาพทั้งเครือ
คำถามคือ… การรีเซ็ตโอ้กะจู๋ครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่พา OKJ กลับสู่การเติบโตแรงในครึ่งปีหลัง หรือเป็นเพียงเกมตั้งรับในวันที่กำลังซื้อเปราะบาง ?
นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OKJ เผยมุมมองในงานนำเสนอข้อมูลงบการเงินผลการดำเนินงานประจำไตรมาส (Earnings Call) รวมถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต ว่า แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 1/2569 โดยมีปัจจัยบวกจากเทศกาลสงกรานต์และฤดูกาลท่องเที่ยวที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย
แม้ภาพรวมอาจจะยังไม่กลับมาเป็นบวกในทันที แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ผลประกอบการจะกลับมาเป็นบวก (Positive) อย่างชัดเจน จากอานิสงส์ของการปรับกลยุทธ์ การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
กลยุทธ์ Everyday Meal ปรับภาพลักษณ์โอ้กะจู๋
สำหรับแบรนด์หลักอย่าง "โอ้กะจู๋" บริษัทได้เร่งแก้ปัญหาหลัก 3 ด้าน คือ ขนาด (Size), ราคา (Price) และการบริการ (Service) โดยมีเป้าหมายปรับโครงสร้างเมนูให้กลายเป็น Everyday Meal หรือมื้ออาหารที่ทานได้ทุกวัน
ปรับขนาดและราคา โดยออกเมนูทางเลือกอย่าง Baby Size และ Single Balance รวมถึงเมนูประเภท Wrap (Less Row) ที่ทานง่ายและราคาเหมาะสม เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้าจากเดิม 2-3 เดือนครั้ง ให้เป็นเดือนละ 2-3 ครั้ง
เจาะกลุ่มออฟฟิศ เน้นการทำเมนูที่รวดเร็ว ราคาไม่แพง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มพนักงานออฟฟิศและลูกค้าที่ซื้อแบบ Takeaway
เปิดตัว "Greens and Grills"(G&G) ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ในรูปแบบ Modern Steak & Salad Bar จุดเด่นมีบาร์สลัดแบบบุฟเฟต์ตักได้ไม่อั้น และขนาดจานที่พอเหมาะ เพื่อแก้ปัญหาลูกค้าทานไม่หมด เน้นความคุ้มค่าในราคาเฉลี่ย 250-300 บาทต่อหัว เทียบกับโอ้กะจู๋ที่ประมาณ 500 บาทเพื่อเข้าถึงกลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่ต้องการความรวดเร็ว
โดยในปีนี้ตั้งเป้าขยาย 5 สาขา โดยจะใช้วิธีเปลี่ยน (Convert) จากสาขาโอ้กะจู๋เดิมที่ถึงรอบการปรับปรุง (Renovate) และอยู่ในทำเลที่เหมาะสม
การขยายสาขาและแบรนด์อื่นๆ ในเครือ บริษัทจะมีการเปิดสาขาแบรนด์ Oh! My Wing (โจวิง) เพิ่มอีก 4 สาขา และ Oh! Juice 1 สาขา โดยแบรนด์ "โจวิง" ตั้งเป้าขยายให้ครบ 16-20 สาขาภายในปีนี้ ขณะที่แบรนด์ "Oh! Juice" จะเน้นการเป็น Everyday Drink ที่เข้าถึงง่ายขึ้นผ่านการปรับราคาและออกเมนูใหม่ร่วมกับ Influencer
การบริหารความเสี่ยงและต้นทุน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์และสินค้านำเข้า บริษัทเน้นย้ำว่าจะยังไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภค โดยเตรียมสินค้าทดแทนไว้รองรับแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังดำเนินนโยบายลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยได้ชะลอการลงทุนสาขาขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ไปก่อน เพื่อประคองกระแสเงินสดและรอให้สถานการณ์การท่องเที่ยวกลับมาเป็นปกติ
อย่างไรก็ดี บริษัทมั่นใจว่าการปรับตัวผ่าน 6 กลยุทธ์หลัก และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ของกลุ่ม และทำให้ผลประกอบการในปี 2569 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
กำลังซื้ออ่อนแอ Q1/69 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท
OKJ รายงานรายได้จากการขายในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 573.5 ล้านบาท ลดลง 134.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และลดลงร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากยอดขายที่ลดลงของแบรนด์โอ้กะจู๋ โดยเฉพาะในรูปแบบ Full-Service Restaurant และ Delivery & Kiosk และแบรนด์โอ้ จู๊ซ ภายใต้ภาวะกําลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ประกอบกับการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค
ยอดขายแบรนด์ โอ้ จู๊ช ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ร่วมกับคุณปอนด์ ณราวิชญ์ ในฐานะ Brand Admirer ขณะที่ แบรนด์โจ วิงส์ และแบรนด์โอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรลล์ ยังมียอดขายเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคและประสิทธิภาพของกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท
ในขณะที่อัตราการเติบโตของรายได้จากการขายของสาขาเดิม (SSSG คํานวณจาก 3 แบรนด์หลัก จํานวน 54 สาขา แบ่งเป็น แบรนด์โอ้กะจู๋ จํานวน 37 สาขา แบรนด์โอ้ จุ๊ซ จํานวน 16 สาขา และแบรนด์โอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรลล์ จํานวน 1 สาขา) อยู่ที่ร้อยละ -39.4 โดยมีสาเหตุหลักเนื่องจากไตรมาส 1 เป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ
ประกอบกับกําลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ ปริมาณ ลูกค้าในบางทําเลมีการชะลอตัวตามสภาวะตลาด เช่น ระยอง และโซนใจกลางเมือง เป็นต้น ขณะที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารและ เครื่องดื่มยังคงอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ บริษัทได้ดําเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการ ขาย และการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน เพื่อกระตุ้นยอดขายและรองรับการฟื้นตัวของกําลังซื้อ โดยคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในระยะถัดไป
บริษัทรายงานกําไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจําหน่าย อยู่ที่ 44.1 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 68.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 50.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยสาเหตุที่ลดลงเกิดจากกําลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนตัว ประกอบกับภาวการณ์แข่งขันในตลาดที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายและความสามารถในการทํากําไรลดลง
บริษัทยังต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค รวมถึงค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่ายอยู่
ทั้งนี้ บริษัทรายงานขาดทุนสุทธิในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 30.4 ล้านบาท ลดลง 94.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 147.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้มีอัตราขาดทุนสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 5.3 ลดลงจุดร้อยละ 14.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นไปตามสาเหตุที่กล่าวไว้ข้างต้น.







