posttoday
เจาะยุทธศาสตร์สตาร์ทอัพเพื่อนบ้าน “มาเลเซีย-อินโดฯ-เวียดนาม” ใครเป็นแถวหน้า?

เจาะยุทธศาสตร์สตาร์ทอัพเพื่อนบ้าน “มาเลเซีย-อินโดฯ-เวียดนาม” ใครเป็นแถวหน้า?

22 พฤษภาคม 2569

เจาะยุทธศาสตร์สตาร์ทอัพเพื่อนบ้าน “อินโดฯ-เวียดนาม-มาเลเซีย” รวมถึงไทย เร่งสปีดทุกทิศทาง ใครเป็นแถวหน้าตัวจริง? รองจากสิงคโปร์ที่มียูนิคอร์นกว่า 18 ราย

ในภูมิภาคอาเซียน หากพูดถึง “มหาอำนาจสตาร์ทอัพ” ชื่อของสิงคโปร์ยังคงเป็นเบอร์ 1 แบบแทบไร้ข้อกังขา เพราะเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ โดดเด่นด้านฟินเทค และมียูนิคอร์นมากถึง 18 ราย และยังครองอันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพดีที่สุด ซึ่งถือเป็นระยะห่างที่ไทยยังไล่ตามได้ยาก

 

แต่สมรภูมิที่น่าจับตาจริง ๆ ไม่ใช่การแข่งกับสิงคโปร์ เพราะเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซียเองก็กำลังเร่งสปีดขึ้นไป แม้จะทิ้งห่างจากไทยไม่เกินเอื้อม คำถามสำคัญคือ ไทยยังมีโอกาสแซงหน้าหรือไม่?

 

คำตอบอาจยังไม่มีใครฟันธงได้ เพราะเมื่อมองไปยังแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่คนไทยใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น J&T Express หรือ Traveloka ต่างก็เป็นแพลตฟอร์มจากเพื่อนบ้านทั้งสิ้น  

 

มาเลเซีย สตาร์ทอัพยังกระจุกตัว

มาเลเซีย กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง หากดูจากรายงาน Startup Ecosystem Report 2026 ของ StartupBlink ระบุว่า มาเลเซียขยับขึ้น 3 อันดับ สู่อันดับ 41 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 และยังมีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 18.9% ซึ่งสะท้อนว่าประเทศกำลังรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ค่อนข้างดี โดย Carsome แพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์มือสอง ที่กลายเป็นยูนิคอร์นรายแรกของมาเลเซีย และเริ่มขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคอาเซียน

 

อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ให้เห็น “จุดอ่อน” สำคัญของมาเลเซีย คือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้านนวัตกรรมที่ยังไม่แข็งแรงมากนัก โดยประเทศอยู่ในอันดับ 48 ของดัชนี Innovators Business Environment Index สะท้อนว่ากฎระเบียบและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจบางส่วนยังเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพ

 

อีกโจทย์สำคัญ คือการกระจุกตัวของระบบนิเวศในเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ สะท้อนว่า ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างหัวเมืองนวัตกรรมแห่งใหม่เพิ่มเติม เพื่อกระจายโอกาสและสร้างฐานผู้ประกอบการให้กว้างขึ้น

 

อินโดนีเซีย มียูนิคอร์นแล้วอย่างน้อย 8 ราย

แม้อินโดนีเซียจะยังไม่ใช่เบอร์หนึ่ง ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในอาเซียน แต่หากมองจากขนาดตลาด ความเร็วในการเติบโต และจำนวนยูนิคอร์น ประเทศนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญที่ไทยไม่อาจมองข้าม

 

ข้อมูลระบุว่า อินโดนีเซียมีสตาร์ทอัพกว่า 1,708 แห่ง คิดเป็นราว 17% ของสตาร์ทอัพทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเฉลี่ยประมาณ 1 สตาร์ทอัพต่อประชากร 100,000 คน

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา ระบบนิเวศสตาร์ทอัพเติบโตต่อเนื่องอีก 8.3% และปัจจุบันมี “ยูนิคอร์น” แล้วอย่างน้อย 8 ราย ในดัชนี Global Startup Ecosystem Index 2026 อินโดนีเซียอยู่อันดับ 45 ของโลก และรั้งอันดับ 3 ขออาเซียน โดยอันดับแทบไม่เปลี่ยนจากปีก่อน สะท้อนว่าแม้การแข่งขันในภูมิภาคจะดุเดือด แต่ระบบนิเวศของอินโดนีเซียยังรักษาเสถียรภาพได้ค่อนข้างดี

 

จุดแข็งสำคัญของอินโดนีเซีย คือ “ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่” ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่หาได้ยากในอาเซียน ด้วยจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน ทำให้สตาร์ทอัพจำนวนมากสามารถเติบโตจนมีมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์ได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องเร่งขยายออกนอกประเทศตั้งแต่ระยะแรก

 

อีกด้านหนึ่ง อินโดนีเซียยังมีแรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจดิจิทัลเติบโตได้รวดเร็ว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คน

 

ภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด คือการกำเนิดของยูนิคอร์นอย่าง Gojek, J&T Express, Xendit และ Traveloka ที่ล้วนมีสำนักงานใหญ่ในกรุงจาร์กาต้า ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางผู้ประกอบการและเทคโนโลยีของประเทศ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเติบโตตามยถากรรม แต่เลือกใช้ “นโยบายรัฐ” เป็นเครื่องเร่งระบบนิเวศอย่างจริงจัง

 

เวียดนาม โรงงานโลกแห่งใหม่

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เวียดนามมีสตาร์ทอัพ 962 บริษัท คิดเป็นราว 10% ของสตาร์ทอัพทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเวียดนามเติบโตสูงถึง 67.9% ในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมมียูนิคอร์นแล้วอย่างน้อย 3 ราย เช่น MoMo และ Sky Mavis รวมถึง VinFast ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ 

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนาม คือการกลายเป็น “ฐานการผลิตใหม่ของโลก” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจำนวนมากเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีน จากทั้งแรงกดดันด้านภาษีของฝั่งตะวันตก และต้นทุนการผลิตในจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เวียดนามกลับได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ ทั้งสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และประเทศในเอเชียแปซิฟิก

 

ผลลัพธ์คือ เวียดนามไม่ได้เป็นเพียง “โรงงานโลกแห่งใหม่” แต่กำลังพยายามยกระดับตัวเองไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้น อีกจุดที่ทำให้เวียดนามแตกต่าง คือบทบาทเชิงรุกของภาครัฐในการเร่งสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ

 

รัฐบาลเวียดนามออกกฎหมายสนับสนุน SME และสตาร์ทอัพตั้งแต่ปี 2018 ครอบคลุมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน การฝึกอบรม และแรงจูงใจสำหรับกองทุน Venture Capital รวมถึงจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ (NIC) ภายใต้กระทรวงวางแผนและการลงทุน เพื่อผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน เมืองหลักอย่างโฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง  ก็กำลังกลายเป็นฐานสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะดานังที่เริ่มถูกมองเป็น “เมืองเทคโนโลยีใหม่” จากบทบาทของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและการสนับสนุนสตาร์ทอัพสายเทค

 

อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามจะโตเร็ว แต่ก็ยังมีโจทย์ใหญ่ ที่ต้องเร่งแก้ หนึ่งในปัญหาหลักคือ การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่กฎระเบียบบางส่วนยังถูกมองว่าปรับตัวไม่ทันเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังต้องเปิดกว้างมากขึ้น นั่นทำให้หลายฝ่ายมองว่า “จุดตัดสิน” ของเวียดนามในระยะต่อไป อาจไม่ได้อยู่ที่การดึงโรงงานต่างชาติเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากประเทศฐานการผลิต ไปสู่ประเทศผู้สร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง

 

ไทย ได้เปรียบหลายด้าน ต้องใช้จุดแข็งดึงดูดลงทุน

ส่วนประเทศไทยรายงานระบุว่า แม้จะถูกจดจำในฐานะ “เมืองท่องเที่ยว” ของโลกมาโดยตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยกำลังพยายามเปลี่ยนภาพตัวเองสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม” และฐานสตาร์ทอัพแห่งใหม่ของภูมิภาค

 

แม้ความพยายามของไทยจะยังไม่สามารถเทียบชั้นประเทศผู้นำอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียได้ แต่ก็ถือเป็น “จุดเริ่มต้นสำคัญ” ที่ทำให้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเริ่มขยับตัวอย่างจริงจัง

 

สัญญาณหนึ่งที่สะท้อนการเติบโต ก็คือ การเกิดขึ้นของยูนิคอร์นสัญชาติไทยหลายรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น LINE MAN Wongnai, Flash Express และ Ascend Money ซึ่งล้วนมีมูลค่ากิจการเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเกิดขึ้นของยูนิคอร์นเหล่านี้ช่วยสร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้คนรุ่นใหม่เริ่มมองการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีเป็นเส้นทางอาชีพที่เป็นไปได้มากขึ้น

 

อีกจุดแข็งสำคัญของไทย คือการเป็น “แม่เหล็กดึงดูดคนต่างชาติ” ทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad ที่เข้ามาอยู่นในกรุงเทพและเชียงใหม่ จำนวนมาก 

 

StartupBlink มองว่า หากภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายคนต่างชาติเหล่านี้ได้มากขึ้น ไทยอาจเปลี่ยน “จุดแข็งด้านไลฟ์สไตล์” ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจและนวัตกรรมได้ในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยยังเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายภาษี และการจัดเก็บรายได้จากต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าอาจสร้างความกังวลให้ทั้งนักลงทุนและชาวต่างชาติ หากไม่มีความชัดเจนในระยะยาว แม้จะมีแรงเสียดทานดังกล่าว แต่ไทยก็เริ่มเดินเกมเชิงรุกมากขึ้นในการดึงดูดคนเก่งและนักลงทุนจากทั่วโลก ผ่านโครงการวีซ่าหลากหลายรูปแบบ 

 

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐอย่าง NIA ก็มีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยเองก็พยายามเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งสนามบิน รถไฟความเร็วสูง และระบบขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการ Eastern Economic Corridor หรือ EEC ที่ถูกวางให้เป็นฐานเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ของประเทศ 

 

อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญ คือ True Digital Park ศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ของภูมิภาค ที่ปัจจุบันมีทั้งสตาร์ทอัพ บริษัทเทคโนโลยี และผู้ประกอบการกว่า 5,800 รายจากทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมสมาชิกในระบบมากกว่า 14,000 คน 

 

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของไทยอาจไม่ใช่เพียงการสร้างยูนิคอร์นเพิ่ม แต่อยู่ที่การสร้าง “วัฒนธรรมผู้ประกอบการ” ให้คนรุ่นใหม่กล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของ StartupBlink คือ คนรุ่นใหม่ในเอเชียรวมถึงไทย ยังมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีวัฒนธรรมสตาร์ทอัพแข็งแรง

 

ที่มาแหล่งข้อมูล : https://www.startupblink.com รวบรวมโดยโพสต์ทูเดย์ 

ข่าวล่าสุด

Google เพิ่มฟีเจอร์ AI สร้างแอปพลิเคชันบน Android ในไม่กี่นาที

Google เพิ่มฟีเจอร์ AI สร้างแอปพลิเคชันบน Android ในไม่กี่นาที