
เริ่ม Thailand Story ? มูดี้ส์คงเครดิตไทย - ลุ้น MSCI ดันเงินไหลเข้าตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นไทยเริ่มมี Thailand Story ชัด! หลัง Moody’s ปรับ Outlook ไทยสู่ "เสถียรภาพ" พร้อมจับตา MSCI Rebalance ปลาย พ.ค.นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญดึงเงินต่างชาติไหลกลับ ตลท. เดินเกมใหญ่ ดึงธุรกิจ AI–Data Center–Semiconductor เข้าระดมทุน หวังปั้น New Economy ตัวใหม่ของตลาดทุน
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเริ่มมี Thailand Story ชัด! หลัง Moody’s ปรับ Outlook ไทยสู่ "เสถียรภาพ"
- จับตา MSCI Rebalance ปลาย พ.ค.นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญดึงเงินต่างชาติไหลกลับ
- ตลท. เดินเกมใหญ่ ดึงธุรกิจ AI–Data Center–Semiconductor เข้าระดมทุน หวังปั้น New Economy ตัวใหม่ของตลาดทุน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนเมษายน 2569 ว่า การปรับอันดับความเชื่อมั่นและดัชนี MSCI ถือเป็นข่าวดีที่มูดี้ส์ (Moody's Ratings) ไม่ปรับลดอันดับ และได้ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ของประเทศไทยสู่ "มีเสถียรภาพ" (Stable) จาก "เชิงลบ" (Negative)
โดยให้เหตุผลเรื่องความชัดเจนของนโยบายรัฐ การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แม้หนี้ภาครัฐจะเพิ่มขึ้นแต่เขามองว่ายังบริหารจัดการได้ ซึ่งจุดนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
การปรับน้ำหนัก MSCI ในช่วงปลายเดือนพ.ค.69นี้ โดยจะมีการรีบาลานซ์ (Rebalance) และปรับวิธีการปัดเศษ ซึ่งกระทบทุกประเทศ แต่เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาเยอะ 20% YTD จึงมีโอกาสที่จะเห็นพัฒนาการเชิงบวกในรอบนี้หรือรอบหน้า หากน้ำหนักเพิ่มขึ้น กลุ่มกองทุน Passive Fund จะทำให้ความสนใจตลาดไทยมากขึ้นด้วย
กลยุทธ์ดึง New Economy และ New Listing
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯมีการติดตามบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีหรือ AI ในไทยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็กและอยู่ในระดับปลายน้ำ (Downstream) เช่นที่เห็นในงาน LiVEx Investor Day 2026
ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังร่วมมือกับ BOI เพื่อออกมาตรการจูงใจให้บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทย เช่น Data Center, อิเล็กทรอนิกส์, Semiconductor เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
โดยคาดว่าในไตรมาส 3/2569 จะมีความชัดเจนมากขึ้น เป้าหมายคือเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งเงินทุน และให้นักลงทุนไทยได้มีส่วนร่วมเติบโตไปกับธุรกิจใหม่ๆ
ถามว่า..จะมีการปรับเกณฑ์รับบริษัทเข้าจดทะเบียนเอื้อกลุ่ม New Economy หรือไม่ ?
ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์สำหรับ New Economy ที่ออกมาเมื่อ 3 ปีที่แล้วแต่ยังไม่มีคนใช้ โดยจะเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่น การลดเกณฑ์ Market Cap ลง เพื่อให้บริษัทที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น (Commercial stage) เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและเร็วขึ้น เป็นการสร้างโอกาสมากกว่าที่จะเรียกว่าเป็น Pain point
สำหรับแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2569 คาดว่าผลประกอบการจะออกมาดีกว่าที่คิด เนื่องจากปัจจัยเรื่องภาษีสรรพสามิต (Tariff) ที่ลดลงจาก 19% เหลือ 10% และการเร่งตัวของการส่งออก ขณะที่ผลกระทบจากราคาน้ำมันและสงครามเพิ่งจะเริ่มเห็นผลในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวจากทั้งไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ไตรมาสต่อไปยังต้องติดตามปัจจัยราคาพลังงาน แต่เชื่อว่าจะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐและโครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มาช่วย Counter balance
ความร่วมมือระหว่างประเทศและโครงการในอนาคต
นายอัสสเดช กล่าวถึงผลการประชุมที่ฮ่องกงว่า ได้มีการหารือกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค โดยเฉพาะฮ่องกงและจีนที่มีโปรแกรม "China Connect" นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงโมเดล "60:40" ซึ่งเป็นการสร้างดัชนีใหม่ร่วมกัน เช่นด้านท่องเที่ยว หรือ Health Care โดยมีบริษัทจีน,ฮ่องกง 60% และบริษัทไทย,อาเซียน 40% หากทำเป็นผลิตภัณฑ์ ETF จะช่วยให้นักลงทุนจีนสามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยผ่านผลิตภัณฑ์นี้ได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ โครงการ จั๊มพ์พลัส (JUMP+) ถือเป็นไฮไลท์สำคัญในระดับภูมิภาคที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภาคภูมิใจ เพราะเป็นการส่งเสริมความยั่งยืนที่ตลาดอื่นๆให้ความสนใจ
ล่าสุดมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 142 ราย และกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตามแผน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ "Thailand Story" ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในระยะยาว
หุ้นไทยวิ่งแรงติดอันดับ 4
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาตลาดไม่ได้ตื่นตระหนกกับเรื่องสงครามมากเท่าช่วงเดือนมีนาคม โดยดัชนีฟื้นตัวจากปลายเดือนมีนาคมประมาณ 3%
และหากดูตั้งแต่ต้นปี (Year-to-Date) ดัชนีเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ถือเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นสูงเป็นอันดับ 4 รองจากไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น
สภาพคล่องเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 60,000-65,000 ล้านบาทต่อวัน แม้เดือนเมษายนจะลดลงบ้าง เนื่องจากมีวันหยุดเยอะ แต่ฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) เริ่มไหลออกน้อยลงมากเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม โดยรวมแล้วนักลงทุนเริ่มชินกับข่าวสารภาวะสงครามที่ดูเหมือนสหรัฐฯ พยายามให้จบเร็ว
ขณะที่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ทั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ กนง. ของไทยมีทิศทางชัดเจนว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบาย และคาดว่าจะคงไว้จนถึงสิ้นปีนี้ ทำให้เกิดความชัดเจน (Certainty) มากขึ้น
แม้ราคาพลังงานอาจไม่กลับไปต่ำเหมือนช่วงก่อนสงคราม แต่ทิศทางน่าจะเป็นการทรงตัวมากกว่าการพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้ทำให้ตลาดคลายกังวลและเริ่มมี "Thailand Story" จากตัวเลขส่งออกที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และจำนวนนักท่องเที่ยว 4 เดือนแรกที่สูงถึง 11 ล้านคน







